Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

เมื่อหมอพูดว่า…”ผมเป็นเอดส์”(ตอนที่2)

ต่อจาก entry ที่แล้วครับ

“เวลาผ่านไปเป็นอาทิตย์ แต่ผมก็ยังทำใจไม่ได้ ตอนนี้เพื่อนผมประมาณ 6 คนที่ใช้ทุนที่เดียวกันรู้หมดแล้วล่ะครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง ถึงผมไม่ได้บอกด้วยปาก แต่จากสีหน้าผมทุกคนคงรู้ว่าเกิดสิ่งร้ายแรงกับผมเป็นแน่ ผมขอให้เพื่อสนิทผมเล่าให้กับเพื่อนบางคนที่อยู่ด้วยกัน เพื่อนๆผมทุกคนดีกับผมมาก ให้กำลังใจผมอย่างดี มันทำให้เรารู้สึกว่าอย่างน้อยๆก็ยังมีเพื่อนเป็นห่วงเราอยู่

ผมขับรถออกไปจากรพ.ที่ผมอยู่ประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อไปยังห้องแล็ปแห่งหนึงที่ต่างอำเภอตามคำแนะนำของพี่เนศ มันลักษณะเหมือนคลีนิดที่อยู่ในซอยลึกพอควร ผมเข้าไปก้บเพื่อ พบผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 40 ซึ่งพบคาดว่าคงเป็นเจ้าของ ผมบอกเค้าว่ามาเจาะ CD4 และ viral load พี่เค้าทำสีหน้าตกใจไปชั่วครู่ แต่ก็พูดคุยกับผมอย่างดี สิ่งนี้ยังคงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นนักเทคนิคการแพทย์ หรือ แพทย์ จริงจริงแล้วคุณค่าของอาชีพอย่างพวกเรา มันอยู่ที่จรรยาบรรณ มากกว่าระดับความรู้ มากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก และมากกว่าเงินทองที่เราประเมินจากสิ่งที่เราสัมผัสได้เสียอีก

ผลเลือดผมออกมาแล้ว CD4 455, 20% และ viral load 610, log 2.79 ถึงตอนนี้ผมหมดสิทธิ์ deny แล้วครับ ผมมีเพื่อนใหม่มาอยู่กับผมตั้ง610 ตัวต่อเลือด 1cc ชีวิตตอนนี้ผมต้องเปลี่ยนไปอย่างถาวรแล้ว ผมต้องระวังเลือดของตัวเองไม่ให้ไปโดนอื่น เรื่องแฟนคงหมดโอกาส คงไมมีใครคิดจะมีแฟนเป็นคนติดเชื้อหรอกใช่มั้ยครับ

ถึงวันนี้ผมมองย้อนไปในวันที่เกิดเหตุ 6 เดือนก่อน้ผลเลือดจะผิดปกติ วันนั้นผมง่วงมาก ผมหลับไปและโดนตามมาทำ appendix ตอนเที่ยงคืน ซึ่งยังไงก็คงต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ แต่สุดท้ายผมก็ทำเข็มทิ่มตัวเอง…..ตกลงใครผิด…ผมทบทวนเรื่องนี้อยู่หลายครั้ ง ผมผิดหรืือเปล่าที่ประมาทเลินเล่อ แต่ผมทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยก็เหนื่อย และต้องอยู่เวรต่ออีก ถ้าชีวิตผมเป็นแบบนี้ยังไงก็ต้องมีซักวันที่ต้องโดนเข็มทิ่มแน่แน่
หรือว่าผมควรจะโกรธคนไข้ ถ้าเขาไม่ติดเชิ้อ เรื่องเลวร้ายเช่นนี้ยังไงก็คงไม่เกิดขึ้น ตอนนี้ผมคงไม่รู้สึกแย่ขนาดนี้

ถึงตอนนี้ผมไม่ได้โกรธใครเลย เพราะผมถามตัวเองว่าถ้าผมย้อนกลับไปวันนั้น ผมจะยังผ่า appendix ในคนไข้ติดเชื้ออีกหรือไม่ คำตอบก็คือผ่า เพราะถ้าไม่รักษาเค้า แล้วใครจะไปรักษาเค้า เราเกิดมาเป็นที่พึ่งของคนหมู่มาก ถึงแม้เราจะได้เงินตอบแทน(ในบางครั้ง) แต่สิ่งที่เราทำลงไปแลกมาได้ด้วยชีวิตของคนไข้ ผมมองว่ามันน่าจะคุ้มนะ ถึงแม้ว่ามันจะแลกมาด้วยอนาคตของผมเอง

ผมเคยได้ยินเรื่องค่าตอบแทนถ้าเกิดบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อที่เกิดจากการ ทำงาน ประมาณ 1-2 ล้านบาท ซึ่งในกรณีของผม มีผลเลือดของรพ.ที่ปกติแล้วเปลี่ยนมาเป็นติดเชื้อ อย่างน้อยน้อยผมก็ได้มาเป็นค่ายาในอนาคตเพราะคงมีวันนึงที่ CD4ต่ำกว่า 200 ผมถามเรื่องนี้กับพี่เนศ พี่เค้าบอกว่าเค้าก็ไม่รู้ เพราะว่าไม่เคยเจอเรื่องนี้มาก่อน ผมกับพี่เนศจึงขึ้นไปปรึกษากับผู้อำนวยการ ท่านแสดงความเห็นอกเห็นใจผมเป็นอย่างมาก และก็ยินดีจะช่วยดำเนินการให้ แตมันอาจไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด ท่านแนะนำว่าให้ลองคิดดีดี เพราะการจ่ายเงินของระบบราชการล่าช้าและซ้ำซ้อนมาก ชื่อของผมจะต้องโดนเสนอไปถึงกระทรวง เงินเป็นล้านราชการคงไม่ยอมให้คุณง่ายๆหรอก และน่าจะมีการสอบด้วย ถึงตอนนั้นจะมีคนจำนวนมหาศาลรับรู้ว่าผมติดเชื้อ ผมทำใจได้หรือ้เปล่า ถ้าเพื่อนผมรู้ว่าผมติดเชื้อ จะมีกี่คนที่คิดว่าผมติดเชื้อจากการทำงาน ถ้าอาจารย์รู้ ผมจะได้มีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ แต่ที่แน่แน่ถ้าคนไข้รู้ ไม่มีทางที่พวกเค้าจะมาตรวจกับเราเป็นแน่

คำตอบก็คือ ไม่ ผมทำใจไม่ได้ ผมลองกลับมาคิดดู เงินล้านน่ะผมใช้เวลาเท่าไรในการหามาด้วยตัวเอง ถ้าวันนี้ผมลาออก ไปทำงานรพ.เอกชน แค่อยู่คลินิกประกันสังคม ภายในปีเดียวผมก็หาได้แล้ว มันจะคุ้มหรือที่ผมขายข้อมูลตัวเองซึ่งเงินที่ได้มาเป็นเงินที่ผมหาได้ใน 1 ปีเทียบกับชิวิตที่เหลืออยู่อีกหลายสิบปี คิดยังไงก็ไม่คุ้ม

ผมรู้สึกชีวิตผมมันน่าตลก คนเค้าว่าคนที่มาเรียนหมอเป็นคนที่เรียนเก่งอันดับต้นต้นของประเทศ แต่สุดท้าย หมอกลับเป็นอาชีพขาดคุณภาพชีวิตอย่างมาก ทำงานก็หนัก ชีวิตของพวกเราเมื่ออยู่ในสายงานรัฐบาลก็มีแค่พอกิน ไม่ได้อยู่สบายเหมือนกับคนอื่นเค้า พอเกิดเรื่องเราก็ไม่มีโอกาสได้อะไรเลย…งั้นเหรอ

หากรักสบายซักนิด
นึกคิดทำขี้เกียจ
ถึงตอนนี้คงไม่เครียด
ที่กระเดียดมาเป็นหมอ

เวลาย้อนกลับไม่ได้
สิี่งที่เปลี่ยนไม่รั้งรอ
หากยังนั่งเพียงวอนขอ
ก็ไม่รูต้องรออีกเท่าใด

ชีวิตในวันนี้
โทษใครดีที่เปลี่ยนไป
เพราะเราหรือเพราะใคร
หรือเพราะไซร้ที่เกิดมา

ทุกคนมีความทุกข์
แต่ถ้าลุกมารักษา
อย่ายอมแพ้กับชะตา
เพราะว่าข้าคือคนจริง

3 อาทิตย์ผ่านไป สภาพจิตใจของผมดีขึ้นตามลำดับ ถึงแม้ว่ายังไม่เหมือนเดิมนัก แต่ว่าอย่างน้อยผมก็รูว่าผมยังมีคนเป็นห่วงและให้กำลังใจอยู่อีกมาก ที่สำคัญวันนี้เป็นวันศุกร์ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มีเวร ผมจะได้กลับบ้านซักที เผื่อว่าอะไรจะดีขึ้น

ผมไม่ได้กลับบ้านมาซัก 2 เดือนแล้ว พ่อแม่ผมดีใจที่วันนี้ผมจะกลับและอยู่กับที่บ้านในวันหยุด แต่การกลับบ้านครั้งนี้ของผมไม่เหมือนทุกครั้ง ผมวางแผนที่จะบอกข่าวร้ายที่สุดให้กับคนที่ผมรักที่สุดซึ่งก็คือพ่อแม่ของผม ตลอดทางระหว่างผมขับรถกลับกรุงเทพ ผมคิดหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกโดยที่เจ็บน้อยที่สุด แต่ก็คิดไม่ออก เพราะว่าเรื่องของผมมันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับกันได้ง่ายๆ ผมไมอยากให้พ่อแม่เป็นเหมือนกับที่ผมที่รู้ข่าวในช่วงแรก

คืนวันเสาร์ ผม พ่อแม่ และน้องน้อง นัดกันไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก แต่ครอบครัวของผมก็ยังเป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีความสมัครสมานสามัคคีกันดี ผมทำตัวเหมือนทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราคุยกันหยอกล้ออย่างเคย ทุกคนต่างเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนที่ไม่ค่อยได้เจอกัน แม่ถามผมว่า ทำงานเหนื่อยมั้ย คนไข้เยอะหรือเปล่า อย่ามัวแต่หาเงินนะ กลับมาบ้านบ้างก็ได้ ผมยิ้มกลับให้แม่ แต่หัวเราะไม่ออก คำถามของแม่มันช่างเจ็บปวดเหมือนกับจะบังคับให้ผมบอกข่าวร้ายตรงนัน ภายในตาทั้งสองมีน้ำตาเอ่อรอล้นออกมา ผมตอบแม่ว่า ผมสัญญา เพราะต่อไปนี้ผมคงไม่ทำงานหนักอีกแล้ว แม่ฟังผมแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

เมื่อกลับถึงบ้าน คืนวันอันแสนสุขได้ผ่านไป ความจริงที่กำลังจะปรากฎต่อหน้าพ่อแม่ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะรับไหวหรือไม่ ผมสัญญากับพี่เนศแล้วว่าผมจะบอกเมื่อผมพร้อม เพราะว่าพ่อแม่ก็คงมีอาการเหมือนกับผมในช่วงแรกที่ทราบข่าว ผมจำเป็นต้องมีสติและเป็นผู้คุมสถานการณ์ให้ได้ ผมพร้อมแล้ว ผมบอกตัวเองว่าผมพร้อมแล้ว วันนี้เราจะเผชิญหน้ากับความจริง

ผมเดินเข้าไปในห้องนอนของพ่อแม่ กดล็อกประตู นั่งบนเก้าอี้ในห้อง ทำหน้าตาจริงจังเล่าเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน พ่อแม่ผมเริ่มสีหน้าไม่ดีเพราะรู้ว่าน่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น “ผมติดเชื้อ HIV” ผมบอกพ่อแม่เป็นประโยคสุดท้ายว่าผมติดเชื้อ HIV ในตอนนั้นแม่ผมล้มลงไปคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้และสับสนมากในเรื่องราวที่เกิดขึ้น พ่อผมยืนนิ่ง ตกใจไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ผมก้มลงไปประคองแม่ของผมขึ้นมาจากพื้น แต่แม่กุมมือผมแน่นทั้งสองข้าง โอบกอดรัดตัวผมแนบสนิท เหมือนกลัวว่าใครจะพรากของที่รักที่สุดไป “แม่ขอโทษลูก แม่ขอโทษ แม่ไม่ได้ตั้งใจที่บังคับขู่เข็ญให้เรียนหนังสือ แม่เพียงหวังจะให้ลูกได้ดีเมื่อโตขึ้น แม่ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องนี้เกิดกับลูก แม่ขอโทษ” แม่ผมพูดแล้วร้องไห้ไม่หยุด ผมไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้มากขนาดนี้มาก่อน แม่คิดว่าผมกำลังจะตาย แม่ผมคิดอย่างนั้น ผมค่อยๆอธิบายเรื่องราวของโรคนี้ทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่สนใจมาก ถามทุกประเด็นที่ท่านสงสัย แม่ถามผมว่าลูกจะลาออกไหม กิจการที่บ้านมันมากพอที่ผมจะไม่ต้องเหนื่อยอีกเลยตลอดชีวิต ผมไม่รู้หรอก ผมคิดไม่ออก ผมไม่กล้าตัดสินใจ

สุดท้ายผมก็ได้ทำบาปครั้งใหญ่่คือสร้างความทุกข์อย่างใหญ่หลวงให้กับพ่อแม่ คืนนั้นแม่ผมนอนร้องไห้ทั้งคืน ผมเสียใจกับเรื่องร้ายๆที่ผ่านมาในชีวิตผมและครอบครัว แต่ผมก็ดีใจเพราะอย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีเพื่อนมาเดินอยู่ข้างๆผมอีกสองคนแล้ว

คืนวันอาทิตย์ ผมเก็บของเตรียมกลับไปต่างจังหวัดเหมือนเคย แม่เดินเข้ามาพูดคุยกับผมตลอด ผมจำได้ดีว่าคำพูดทุกคำของแม่ที่พูดกับผมตอนนั้นมันกลั่นออกมาจากความห่วงใย ที่สุดที่คนคนหนึ่งจะให้กับคนคนหนึ่งได้ แม่เป็นห่วงผมในทุกเรื่อง แม่ถามทุกคำถามที่แม่นึกออก ผมหัวเราะให้แม่ ผมหัวเราะครั้งแรกของผมให้กับแม่ ผมรู้สึกเหมือนผมกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง

ผมกลับไปทำงานตามปกติ ตอนนี้ผมดีขึ้นมาก ผมบอกทุกคนที่ควรจะรู้จนครบแล้ว รู้สึกเหมือนหน้าที่ผมลุล่วงไปด้วยดี วันนี้ผมมีกำลังใจมากขึ้นกว่าทุกวัน ตอนนี้ก็เหลือเพียงเรื่องของผมที่พร้อมจะเดินต่อไปหรือไม่เท่านั้น

แต่เรื่องของผมนี่แหละที่เป็นปัญหา ผมได้รับการตอบรับเพื่อเป็น resident ศัลยกรรมของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง พี่ที่แผนกธุรการโทรมาทวงเอกสารที่ผมยังส่งไม่ครบ เพราะว่าถ้าเกินกำหนดนั่นแปลว่าผมสละสิทธิ์ เรื่องนี้มันเป็นปัญหาใหม่ให้ผมจริงๆ คำถามคือศัลยแพทย์ที่ติดเชื้อทำผ่าตัดได้หรือเปล่า ผมสับสน ไม่กล้าตัดสินใจ ผมนอนคิดอยู่ทั้งคืน ผมอยากเรียนศัลย์ แต่ไม่รู้ว่ามัน fair กับคนไข้หรือเปล่าHuh

วันรุ่งข้นผมเดินไปหาพี่เนศและพี่ปก ผมถามคำถามนี้กับพี่ๆ โดยหวังว่าผู้ใหญ่น่าจะมองในกรอบที่กว้างกว่าเด็ก พี่เค้าตอบว่ามองเผินๆอาจจะใช่ แต่พี่ว่าไม่ เพราะเวลาเราผ่าตัดเข็มเราจะเลอะเลือดคนไข้ตลอด เวลาพลาดโดนเข็มตำ เลือดของคนไข้ก็จะมาเปื้อนเราทำให้เราติดเชื้อ แต่ในทางกลับกันถ้าเข็มเปื้อนเลือดเราเมื่อไร เราคงเปลี่ยนเข็มนั้นเพราะมัน contaminated ไปแล้ว เราคงไม่เอาเข็มที่เปื้อนเลือดเราไปเย็บต่อ ส่วนในกรณีที่ว่ากลัวเลือดหยดลง field คงไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเราคงไม่ได้ใช้กรรไกรหรือมีดมาตัดนิ้วเรา เลือดถึงมากพอที่จะตกลงไปได้ ผมคิดดูมันก็จริง แต่คนไข้จะยอมรับเหรอ ไม่มั้ง ผมว่าไม่ ใครจะยอมให้หมอที่ติดเชื้อมาผ่าตัด

อนาคตของผมมันผันแปรไปเป็นเพราะผมอยากเป็นหมอผ่าตัด ผมก็ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร ทั้งที่รู้ว่าวันนี้ชีวิตผมเปลี่ยนไปในทางตรงข้ามเพราะว่าเข็ม 1 เข็มกับเลือด 0.01 ccนั้น แต่ผมก็ยังดื้อด้านกลับไปหาสิ่งนั้น ผมถามตัวเองว่าผมทำไปเพื่ออะไร คุ้มจริงจริงเหรอที่จะกลับไปเรียนหนัก ทำงานหนัก ศัลยกรรมมันเหนื่อยนะ มันจะทำให้ขีวิตมันแย่ลงหรือเปล่า ตอนนี้เราไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว เราจะมาคิดแบบเดิมไม่ได้ แต่ไม่ใช่ ใจผมตอบว่าไม่ใช่ ตัวผมเปลี่ยนไป แต่ใจยังรักเหมือนเดิม ผมยังอยากเป็นหมอศัลยกรรม ผมว่าตัวผมมีคุณค่า ผมคิดว่าชีวิตในอนาคตของผมจะไม่อยู่อย่างคนขลาด อยู่อย่างเจียมตัวว่าเป็นคนป่วยแล้วไม่คิดทำอะไร ผมเกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่มาพร้อมกับผม ผลเลือดที่เปลี่ยนไปไม่ได้ทำให้ชีวิตผมจบลง ผมไม่ยอมแพ้เข็ม 1 เข็มกับเลือด 0.01 cc ในคืนนั้นแน่ ชีวิตที่เกิดมาตั้ง 20 กว่าปียังไงก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเหตุการณ์ในช่วงวินาทีเดียว ไม่มีทาง

ลุกขึ้น ยืนหยัด กัดฟันสู้
กลับมองดู ความฝัน ครั้งหลัง
วันนี้ วันใหม่ ผมมีพลัง
ไม่มีใคร มารั้ง ผมต่อไป

ไปข้างหน้า เจ็บขา ได้บางคร้ง
เหนื่อยก็นั่ง พักใจก่อน ให้สดใส
พรุ่งนี้มา เราสู้ใหม่ ไม่อ่อนใจ
ไม่ยอมให้ สิ่งไหน มาทำลาย

ยิ้มหัวเราะ ต่ออุปสรรค ที่เกิดขึ้น
เพราะว่า-ึง จะไม่เกิด เป็นซ้ำสอง
ความสำเร็จ ในวันหน้า จะมากอง
เหล่าเพื่อนพ้อง ร่วมสรรเสริญ ในโชคชัย

สิ่งที่ผมได้มาจากประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของผมคือ “มันสมอง” มันสมองที่ไม่ได้หมายถึง IQ หรือความรู้พิเศษอะไร แต่เป็นมันสมองที่ช่วยให้ผมลองมองสิ่งของเดิมรอบตัวผมด้วยความรู้สึกใหม่ ว่าการตีค่าว่าของหนึ่งชิ้น หรือคนหนึ่งคน ขึ้นกับอะไรกับ ในวันแรกที่ผมรู้ว่าผมติดเชื้อ ผมรู้สึกว่าตัวเอง ไม่มีค่า เป็นของมีตำหนิ ซึ่งคงเป็นตราบาปที่ติดตัวผมไปจนตาย แต่ในวันนี้ผมไม่ได้มองแบบนั้น ค่าของคนไม่ได้เป็น่ทีสิ่งที่คุณเห็นด้วยตา แต่เป็นสิ่งที่คุณเห็นได้ด้วยใจ มีครั้งหนึ่งที่ผมดูแลคนไข้ที่เข้ามารักษา cholangiocarcinoma หน้าที่ของผมคือ consult intervention เพื่อ cholangiogram with PTBD บอกsurgery เพื่อผ่าตัด บอก medicine เพื่อช่วย preop หน้าที่ของผมคือบอกคนอื่นให้ช่วยรักษาคนไข้ของผม ผมทำไปตามหน้าที่ ก็เราไม่ใช่ specialistนี่ เราก็ต้องทำแบบนี้แหละ แต่ในวันที่คนไข้กลับ คุณลุงแกให้เงาะผม 3 ลูก มังคุด 2 ลูก ใส่ถุงพลาสติกสีแดงมาให้ผม คำถามของผมคือนี่อะไร เทียบกับ 300 บาทที่เป็นค่า DF ของโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้หรอก แต่ผมได้คำตอบเมื่อผมเงยหน้ามองแก เห็นหน้าคุณลุงที่มแต่คำขอบคุณสุดพรรณา แกบอกผมเพียงขอบใจ ทำให้ผมได้คำตอบว่า นี่มันเรียกว่า “ใจ” ใจที่ไม่ได้ซือ้ให้กันได้ แต่คุณให้คนอื่นได้ไม่มีวันหมด ไม่มีวันจาง แม้ว่าชีวิตคุณจะเป็นยังไง

ผมกลับมาที่กรุงเทพ ชีวิตวันหยุดก่อนการเรียนต่อทำให้จิตใจผมสบายขึ้นมาก ผมเลิกคิดเรื่องการลาออก ผมไม่คิดว่าร่างกายของผมจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียน ผมใช้ “ใจ” ของผมเป็นตัวตัดสิน มีเพื่อนผมหลายคนบอกให้ผมไปเรียนสาขาวิชาอื่นที่ไม่หนักมาก จะได้พักผ่อนมากๆเนื่องจากกลัวผมจะทำงานไม่ไหว แต่ผมบอกพวกเขาไปแล้วว่าผมไม่ได้ป่วย จริงอยู่ที่ผมติดเชื้อ แตว่าผมไม่ได้ป่วย ผมไม่ได้ poor insight หรือยังอยู่ในช่วง deny แต่อย่างใด แต่ผมลองเปรียบเทียบความรู้สึกว่าการที่ผมได้เรียนสิ่งที่ผมอยากเรียน ทำงานในสิ่งที่ผมอยากทำ เทียบกับการที่ผมทำงานอย่างเจียมเนื่อเจียมตัวว่าตัวเองป่วย ตอนบ่ายก็กลับบ้านไปนอนพักผ่อนแล้วก็นอน ผมทำใจไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บนกองทุกข์และความเศร้า ที่ผมสร้างขึ้นมาด้วยตัวของผมเอง ผมอยากออกไปทำงาน ไม่อยากอยู่อย่างคนป่วย ถ้าเรามองเปลี่ยนมุมคิดใหม่ว่าการควบคุม CD4 คือการควบคุม DTXล่ะ มันทำใ้ห้ชีวิตเราดีขึ้นบ้างไหม จะเทียบว่า HIV กับ DM เหมือนกันรึเปล่า ผมว่ามันก็ใกล้เคียง CD4นั้นมีขึ้นมีลงตลอด เหมือนกับระดับน้ำตาลของคนไข้เบาหวาน อยู่ดีดีมันก็ขึ้น เจาะอีกทีก็ไม่เหมือนเดิม แต่ถ้าคุณเป็นคนไข้ที่กินยาเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ หรือฉีดยาเป็นประจำ เจาะระดับน้ำตาล (หรือCD4, viral load) อย่างเป็นประจำ โรคแทรกซ้อนต่างๆก็ไม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันมียาต้านออกมาตัวใหม่ใหม่อยู่ตลอด ข้อมูลในปัจจุบันของยาตัวใหม่อาจยังไม่มีผลการทดลองในระยะยาวมากนัก เพราะว่ายามันเพิ่งมีผลิต แล้วคุณจะไปเอาระยะเวลาที่ไหนมาบอกว่าคุณจะตายแล้ว นั่นสิ ผมคิดถูกแฮะ ผมมีความหวังอยู่ สมัยก่อนวัณโรคเป็นแล้วตาย แต่ตอนนี้กิยาแค่ 6 เดือน แล้วโรคของผมถ้าในวันหน้ามียารักษา อาจจะต้องกินยาเป็นปี หรือว่าหลายปี ผมก็จะรอวันนั้น วันที่ผมประสบความสำเร็จในอาชีพ และประสบความสำเร็จในการรักษาโรคของตัวเอง

ตอนนี้โรคของผมได้รับการดูแลจากอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในประเทศไทย ผมอุ่นใจมาก ผมเจาะ CD4, viral load ทุก 2-3 เดือน ผลเลือดผมใกล้เคียงเดิมมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา โดยที่ผมยังไม่ได้เริ่ม้กินยา และตอนนี้ผมก็เป็น resident 1 general surgery อย่างเต็มตัวแล้ว ชีวิตผมไม่ได้สุขสบายมากนัก เนื่องจากเรียนหนัก ไม่ค่อยได้นอน และก็ไม่ค่อยได้กินข้าว คำตอบของผมอยู่ที่ใจคำเดียวเท่านั้น ใจเท่านั้นที่ทำให้คุณไปถึงทุกที่ ใจที่ไม่ยอมแพ้ ใจที่ไม่ลดละ ใจที่พร้อมเสียสละ ใจที่อยากเอาชนะสิ่งทั้งปวง ใจนี่แหละที่ยังรักษาระดับCD4เอาไว้ได้ ผมเชื่ออย่างนั้น ผมเชื่อ

ผมพร้อมจะกลับมาเป็นหมอแล้ว

“งานหนักนะเนี่ย” ผมเริ่่มคิดบ่อยขึ้นเวลามาทำงาน ปกติตอนใช้ทุนผมก็ว่าเหนื่อยแล้ว แต่ตอนนี้มันดูเหนื่อยยิ่งกว่า คนไข้ก็มักจะเป็นคนไข้ที่ซับซ้อนถึงได้ส่งตัวมาถึงโรงเรียนแพทย์้ ทั้งอาจารยที่เข้มงวด  ทำให้บางทีก็คิดท้อ แต่บางทีก็นึกสู้ แต่สุดท้ายผมก็ยังเดินหน้าต่อ เพราะประสบการณ์บอกผมว่า ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ความยากลำบากนี่แหละที่เป็นเครื่องพิสูจน์คน

ตั้งแต่ผมรับรู้และยอมรับความเปลียนแปลงของตัว้เอง ผมเริ่มมองคนรอบตัว เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์กับเพื่อนที่รู้ข่าวของผม ทำให้ผมเริ่มรับรู้ว่า ไม่ใช่มีผมคนเดียวที่เจอสิ่งร้ายสิ่งนี้ เมื่อไม่นานมานี้เพื่อนของผม(ที่รู้ว่าผมติดเชื้อ) มาเล่าให้ผมฟังว่า แฟนของเพื่อนของเพื่อนก็ตรวจพบว่าติดเชื้อHIV ซึ่งเกิดจากโดนเข็มตำเหมือนกัน ซึ่งสาเหตุที่บอกเพื่อนของเพื่อนผม ก็เพราะว่าเค้าทั้งสองกำลังจะแต่งงาน แต่ดันมาเกิดเรืองก็เลยต้องบอกความจริงก่อนที่จะไปเจาะเลือดก่อนแต่งงาน ผมฟังแล้วก็รู้ยังสึกตกใจอยู่เหมือนกัน นี่เหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดได้เรื่อยๆเลยเหรอ ผมถามเพื่อนว่าแต่งเรื่องมาปลอบใจผมรึเปล่า มันดูบังเอิญมากเกินไป แต่เพื่อนผมบอกว่าไม่ เพื่อนผมไม่ยอมบอกว่าคนนั้นคือใครเพราะได้สัญญาไว้แล้ว แต่เลือกที่จะเล่าเหตุการณ์คร่าวๆให้ผมฟัง เผื่อว่าผมจะรู้สึกดีขึ้น คำถามแรกของผมที่เข้ามาในใจคือ “อีกแล้วเหรอ” ทำไมผมไม่เคยรู้ว่ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดในพวกเราแพทย์ได้้บ่อยๆ พวกผู้ใหญ่เค้ารู้เรื่องนี้แต่ไม่ได้บอกเราหรือว่าไม่รู้กันแน่ เพราะถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าแสดงตัวในที่สาธารณะเหมือนกัน ผู้ใหญ่ทุกท่านที่รู้เรื่องของผมก็พยายามช่วยเก็บเรื่องของผมเป็นความลับเหม ือนกัน ซึงทำให้ผมเชื่อว่านี่ยังเป็นความปรารถนาดีจากผู้ใหญ่ทุกท่านที่หวังดีกับผม  

ความรักมันขึ้นกับอะไรกันแน่่ เรารักเค้า เค้ารักเรา แต่เรากลับอยู่ด้วยกันไม่ได ้เพราะว่าเรามีมือที่สามเป็นเชื้อHIV เราอยู่ในฐานะที่ยังไม่แต่งงาน คู่ของเรายังคงมีทางเลือกที่อาจจะดีกว่าถ้าลองไปคบกับคนใหม่ แต่เหมือนเราจะไม่มีทางเลือกมากนัก ในกรณีของแฟนของเพื่อนของเพื่อนผมต้องเลิกกันมันทำให้ผมรู้สึกสังเวชใจ ว่าคงไม่มีใครยอมเสียสละชีวิตมาอยู่กับเรา จะมีก็คงเป็นแต่พ่อแม่ที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อเรา  

ผมโตมาโดยส่วนใหญ่แม่ผมเป็นคนเลี้ยง วันนั้นผมกลับบ้านถามแม่ผมว่า เลี้ยงผมมาเหนื่อยไหม แม่ผมตอบว่าเหนื่อย ผมถามต่อว่าแล้วเสียใจไหมที่ผมคงไม่่ได้เป็นอย่างที่แม่ต้องการ แม่เดินเข้ามาหาผม เอามือขวาลูบผมผมเบาๆอย่างทะนุถนอม แม่ผมบอกว่า ถึงวันนี้แม่ผมภูมิใจ ภูมิใจท่ีลูกของแม่ช่วยเหลือคนไข้ให้พ้นความทุกข์ ถึงแม้ลูกจะเสียบางอย่างไป แต่แม่เชื่อว่าการให้ของลูก  จะทำให้มีปาฏิหารย์ได้ แม่เชื่ออย่างนั้น

ถึงวันนี้แม่ผมยังเชื่อว่าอนาคต ผมอาจจะหายป่วยได้จากการรักษาที่มีพัฒนาการมากขึ้น ส่วนตัวผมเองก็ยังไม่ได้คิดว่าจะมีหรือไม่ เพราะผมก็ยังไม่ทราบและยังไม่ได้ข่าวของการรักษาที่ว่านี้ แต่ผมมีสิ่งนึงที่เชื่ออยู่ตลอด ชีวิตที่เคยหมดค่าจนเกือบสุด วันนี้กลับลุกขึ้นมาจับมีดจับเข็มที่เคยทำร้ายตัวเองได้ เพราะว่าผมรู้จักที่จะให้ ให้โดยไม่หวังผล ให้ไปเถอะครับ มีคนในประเทศนี้ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกมากจากพวกคุณ

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกได้ให้คำสอนแก่แพทย์ทั้งหลายว่า “ฉันใช่สอนให้เห็น เธอเป็นหมอ สำคัญตน แต่เธอต้องเป็นคนด้วย, ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่๒ ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่ ๑ ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์ ” “

ผมอ่านแล้งอึ้งครับ น้ำตาไหล พูดไม่ออกครับ

เมื่อหมอพูดว่า…”ผมเป็นเอดส์”(ตอนที่ 1)

 ใครที่คิดจะอ่าน Enrtyต้องทำใจนะครับ เพราะค่อนข้างยาว ถึงยาวมากและอีกอย่างหนึ่งคนเขียนเป็นหมอ และก็ผมคิดว่าคงสื่อสารถึงคนในแวดวงสายวิชาชีพ จึงใช้ศัพท์ที่บางตัวคนทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจนะครับ

ผมอ่านจากกระทู้ ไทยClinic ครับตอนแรกกะจะไม่copy มาเก็บไว้ แต่มานั่งคุยกับเพื่อนที่เรียยนด้วยกัน เป็นเรื่องที่ฮือฮามากทีเดียว เพราะว่าเป็นหมอที่ติดเชื้อมาจากการเข้าผ่าตัด ผมคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง อาจารย์คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะมีชื่อบุคคล สถานที่ที่อ่านแล้วก็ทราบว่าที่ไหน

ยาวมากครับผมก็เลยมาcopy เก็บไว้ เอาไว้อ่านเตือนความจำตัวเอง เพราะว่าปีหน้าขึ้น Extern แล้วอย่างน้อย case ไส้ติ่งอักเสบ ก็น่าจะมีโอกาสได้ผ่าแน่ ๆ 

” 26 มค. 49 เป็นวันแรกที่ผมรู้ว่าผลเลือดผิดปกติ ซึ่งจริงจริงแล้วผมไม่ได้ตั้งใจอยากจะเจาะเลือดเท่าไร แค่เจาะไปตามหน้าที่ แต่พี่เฉาฝ่ายการพยาบาลบอกว่า หมอต้องไปเจาะให้ครบครบนะ หมอโดนเข็มตำมา พี่ต้องเขียนรายงานให้ผู้อำนวยการมันทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าผมไม่ยอมไปเจาะเลือดคงทำให้พี่เฉาลำบาก

เช้าวันนี้ผมก็ไปเจาะเลือดเหมือน3ครั้งก่อน ผมเดินไปที่ห้องฉุกเฉิน เข้าไปหาพี่อาร์ทให้ช่วยเจาะเลือดให้ พี่อาร์ทป็นพยาบาลสาวสวยใจดีที่น่ารกมากคนนึง ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่อาร์ทมือเบาขนาดนี้ ผมแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย ทุกอย่างช่างเป้นไปอย่างเรียบร้อย ผมฝากเลือดไปส่งที่ห้องแล็ป เดินออกจากห้องฉุกเฉินอย่างสบายใจเพราะผมคงไม่ต้องมาเจาะเลือดอีก ครั้งนี้แหละ ครั้งสุดท้ายที่เราจะเจ็บตัว

ผมกลับไปนั่งตรวจคนไข้ที่แผนกผู้ป่วยนอก วันนี้เป็นวันที่คนไข้มากจริงจริง ที่นั่งรอก็เต็ม ทั้งคนไข้และญาติก็ยืนรอกันเกะกะไปหมด วันนี้ผมคงต้องรีบตรวจหน่อยแล้ว ไม่งั้นคนไข้คงจะรอแย่ซะก่อน แต่พอตรวจไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง คุณพรชัยโทรจากห้องแล็ปว่าอยากพบผม ถ้ามีเวลาขอให้รีบไปที่ห้องแล็ปด้วย ในตอนแรกผมคิดว่าเลือดคงไม่พอ ขอตรวจใหม่ซึ่งคุณพรชัยบอกว่าขอเจาะเลือดใหม่จริงจริง แต่เหตุผลกลับไม่ใช่ คุณพรชัยบอกว่าผลมันเป็น weakly positive อยากจะขอตรวจใหม่ด้วยวิธี ELISA โดยใช้น้ำยาตัวใหม่ หลังจากได้ยินคำขอ ผมก็รีบเดินไปที่โต๊ะเจาะเลือดอย่างรวดเร็วราวได้รับคำสั่งมา ท่วงท่าผมไม่มีความกังวลใจเลยซักนิด แต่ในใจนั้นกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่เหมือนไม่มีอะไรอยู่รอบตัว ห้องเจาะเลือดที่คาคร่ำไปด้วยผู้คนกลับเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่ซักคนเดียว ผมกลับมาคิดถึงคำพูดคุณพรชัยเมื่อกี๊ว่าประโยคที่พูดเมื่อครู่มันหมายถึงอะไ รกันแน่ มันน่าแปลกที่แพทย์ใช้ทุนปี3อย่างผมไม่เข้าใจคำว่า weakly positive แปลว่าอะไร ในวินาทีนั้นผมแปลว่ามันคือ false positive หมายความว่าคุณพรชัยคงตรวจผลเลือดผมผิด แล้วไม่มั่นใจเลยขอตรวจซ้ำด้วยน้ำยาที่ดีกว่าเก่าเพื่อจะได้ยืนยันผลให้ผม ผมเดินกลับหอพักคนเดียว แต่วันนี้มันเป็นตัวคนเ ดียวที่ไม่เหมือนทุกวัน ใจกับตัวมันไม่ได้มาด้วยกัน ขาว่าก้าวไป แต่ใจอยากเดินกลับไปถามอีกรอบว่าที่คุณพรชัยพูดมันแปลว่าอะไร ตกลงผม HIV positive หรือไม่ ผมเดินมาถึห้อง นั่งลงบนเตียง คิดย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดในชั่วครู่หลายสิบรอบ… ผมลืมกลับไปตรวจคนไข้ต่อ… ผมลืมไปroundเย็น… ผมไม่ได้รบโทรศัพท์ที่รพ.ตาม… ผมกำลังทำอะไรที่นี่!!!

นั่งอยู่เปล่าเปลี่ยว วนเวียนว้าวุ่น ทบทวนความหลัง ว่าเราเป็นอะไร
เรามาทำอะไรที่นี่ เป็นหมอแล้วดีตรงไหน หากไม่เป็นแล้วเราจะทำอะไร แต่ยังไงคงไม่เป็นเอดส์ซะเอง

เที่ยวงาน “บัวนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ”

มาโฆษณางานนี้กันหน่อยครับ ผมคงไม่ได้ไปเพราะไม่ค่อยว่าง แล้วยิ่งใกล้สอบด้วย แต่เผื่อคนที่ชอบธรรมชาตินะครับ แล้วก็อยู่ในกรุงเทพด้วย

งานบัวนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม 2550 บริเวณหอรัชมงคล สวนหลวง ร.9 กรุงเทพฯ

การจัดประชุมสมาชิกสมาคมบัวโลก (International Waterlily and Water Garden Society : IWGS) ซึ่งเดิมนิยมจัดในอเมริกาและยุโรป แต่ครั้งนี้ได้ประเทศไทยรับเกียรติให้จัดการประชุมนี้เป็นครั้งแรกของเอเชีย นอกจากกิจกรรมการสัมมนา การประชุมเชิงวิชาการ การบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัวจากนานาประเทศแล้ว   ยังมีการจัดแสดงและการประกวดบัวสายพันธุ์ต่าง ๆ อีกด้วย  สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมงาน บัวนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ได้ระหว่างวันที่  16 – 22   กรกฎาคม 2550  มีการแสดงพันธุ์บัวสวยงามต่าง ๆ จากมิตรประเทศที่ส่งมาปลูกที่สวนหลวง บัวที่ชนะเลิศการประกวดในต่างประเทศ เช่น  บัวแทนขวัญ  บัวมังคลอุบลและยังจะได้พบกับบัวพื้นเมืองของไทย  เช่น บัวจงกลมนี บัวผัน บัวเผื่อน บัวขาบ และอื่นๆ  อีกนานาชนิด   ที่สำคัญจะมีการประกวดพันธุ์บัวสวยงามที่ผลิตในประเทศ   และบัวหลวงจิ๋วเป็นครั้งแรกในประเทศ   นอกจากนี้มีการประกวดถาพถ่ายบัว  การจัดตู้พรรณไม้น้ำ ปลาคาร์ฟปลากัดและ  ศิลปะประดิษฐ์จากบัว ตลอดจนมีการออกร้านจำหน่ายพันธุ์บัวต่างๆ ปลาสวยงามรวมทั้งอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในการปลูกบัวและพรรณไม้น้ำ    ติดต่อสอบถาม สวนหลวง ร. 9

หมดวันอาทิตย์นี้แล้วนะครับใครอยากไปก็รีบ ๆ หน่อยนะครับ

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษครับ(Rh negative)

            อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ หลายคนทราบกันอยู่แล้วนะครับว่าหมู่เลือดที่ใช้ทั่วๆ ไปเรียกว่า ABO และจะมีอีกอย่างที่นิยมคือ Rh (เพิ่มเติมนะครับ เลือดของเรายังมีระบบการจัดหมู่อีกเยอะแยะมากมายครับเช่น Lewis, Duffy, Kell และอื่น ๆ ) Rh ของคนไทย ส่วนใหญ่มากกว่า ร้อยละ 90 เป็น Rh บวกครับ ส่วนน้อยที่เป็นลบ (นอกเรื่องอีกนิดครับ ถ้าจำหนังเมื่อนานมาแล้วที่ทาทา ยังเล่น O negative ก็ประมาณนี้แหละครับ หาเลือดยาก) อ่ะ เข้าสาระกันซะที entryนี้เชิญชวนให้บริจาคเลือดครับ ตามนี้

           ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้รับการร้องขอโลหิตหมู่พิเศษ (Rh – ) จำนวนมาก เนื่องด้วยผู้ป่วยเสียเลือดมาก จำเป็นต้องได้รับเลือด ในการผ่าตัดเร่งด่วน จำนวนทั้งสิ้น 52 ยูนิต ได้แก่ หมู่ A Rh – จำนวน 26 ยูนิต , หมู่ B Rh – จำนวน 16 ยูนิต , หมู่ O Rh – จำนวน 10 ยูนิต ( ยอดขอโลหิต ณ วันที่16 กรกฎาคม 2550) ซึ่งขณะนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ไม่มีโลหิตหมู่ดังกล่าวสำรองอยู่เลย เนื่องจากปัจจุบัน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ มีผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือ อาร์เอชลบ (Rh-negative) ไม่ถึง 5,000 คน และพบว่าในคนไทยจะมีผู้มีโลหิตหมู่พิเศษเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1,000 คน จะพบ 3 คน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโลหิตหมู่พิเศษ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับโลหิตหมู่พิเศษเหมือนกันเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการช็อคถึงแก่ชีวิตได้
              สามารถติดต่อบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 08.00-16.30 น. (ไม่พักเที่ยง), วันพฤหัสบดี เปิดเวลา 07.30-19.30 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 11.00 – 15.30 น. สอบถาม โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600 ต่อ 1770,1771,1760,1761(ในวัน และเวลาทำการ) 

              ช่วย ๆ กันนะครับความเจ็บปวดที่โดนเข็มแทงตอนบริจาคเลือดมันเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับความเจ็บปวดที่ญาติพี่น้อง พ่อแม่ลูกของคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตเนื่องจาก ไม่มีเลือดจะให้

          

เปิดโอกาสเพิ่มขึ้นในการเรียนหมอ(Exam)

        ใครที่อยากเป็นหมอ หรือ มีลูก มีหลานที่สนใจจะสอบเข้าคณะแพทย์ ไม่ควรจะพลาดข่าวนี้เป็นอย่างยิ่งครับ ข้อมูลได้จากผู้จัดการ และwebboard ในคณะผมครับ

        คณะแพทย์ 14 แห่ง ปลดเกียร์ว่าง ยกเลิกเกณฑ์ G-PAX 2.75 ตามคำแนะนำของศาลปกครอง ส่วนเกณฑ์อื่นเหมือนเดิม เริ่มรับสมัคร 1-30 สิงหานี้ คาดปีนี้จะมีเด็กแห่มาสมัครกว่า 18,000 คน รับได้เพียง 1,218 คน สำหรับกรุงเทพฯใช้ ม.ราม เป็นสนามสอบ

              สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) น.ส.จิรณี ตันติรัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมกับ ศ.นพ.อาวุธ ศรีศุกรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และตัวแทนจากสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ในปี 2551

            ศ.พญ.บุญมี กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ที่อยู่ในกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย จำนวน 14 แห่ง และคณะทันตแพทยศาสตร์อีก 2 แห่ง ซึ่งจะรับนักศึกษาโดยระบบการรับตรงในปี 2551 รวมทั้งสิ้น 1,218 ราย แบ่งออกเป็นคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 30 คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 200 คน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 45 คน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 60 คน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 20 คน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 148 คน คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 225 คน วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 30 คน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 120 คน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 60 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานคร และวชิรพยาบาล 80 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า 100 คน (ชาย 60 คน หญิง 40 คน) คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 50 คน และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 50 คน

                  ทั้งนี้ ในจำนวนนี้มี 4 คณะ จะรับนักศึกษาเพิ่มโดยระบบแอดมิชชันกลาง ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คน วิทยาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 30 คน ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 50 คน และทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 25 คน

            สำหรับปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้าศึกษาต่อ ซึ่งจะยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่ระบุไว้ว่าผู้มีสิทธิสอบตรงจะต้องมี G-PAX 2.75 ขึ้นไป ซึ่งการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมาในภายหลัง อย่างไรก็ดี ตนก็ฝากข้อสังเกตไว้ว่า นักเรียนที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ในปีที่ผ่านมา มีคะแนน G-PAX 3.5 เกือบทั้งสิ้น ส่วนเกณฑ์อื่นยังยึดถือตามเดิม ทั้งนี้ ผู้มาสมัครสอบจะต้องไม่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่เข้าร่วมระบบคัดเลือกนักศึกษาของ สกอ.ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษา ก่อนวันยื่นใบสมัคร เนื่องจากกลุ่มสถาบันไม่สนับสนุนผู้ที่มีที่เรียนแล้วมาสมัครเข้ามหาวิทยาลัยใหม่

           พร้อมกันนี้ ผู้ที่มาสมัครสอบจะต้องได้คะแนน O-NET ใน 5 กลุ่มสาระวิชา คือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ต้องได้คะแนนรวมเท่ากับหรือมากกว่า ร้อยละ 60 และต้องเป็นคะแนน O-NET ครั้งแรกเท่านั้น รวมทั้งต้องได้คะแนน A-NET ในแต่สาระกลุ่มวิชาเท่ากับหรือมากกว่า ร้อยละ 30 ได้แก่ วิชาวิทยาศาสตร์ 2 คณิตศาสตร์ 2 ภาษาอังกฤษ 2 ภาษาไทย 2 และสังคมศึกษา 2 ในส่วนคะแนนที่จะใช้ในการคัดเลือกก็จะอิงเกณฑ์เดิม คือ ใช้ A-NET ร้อยละ 70 และคะแนนวิชาเฉพาะ ร้อยละ 30

               สำหรับการเปิดรับสมัครได้ระหว่างวันที่ 1-31 สิงหาคม โดยให้สมัครผ่านอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ ผู้สมัครจะมีสิทธิเลือกลำดับได้ไม่เกิน 3 ลำดับ เมื่อสมัครแล้วให้ชำระเงินค่าสมัคร ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 4 กันยายน ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ส่งใบสมัครและเอกสารได้ภายในวันที่ 4 กันยายน ส่วนการสอบวิชาเฉพาะจะมีขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน และประกาศผลวิชาเฉพาะประมาณเดือนธันวาคม 2550 และประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจตรวจร่างกาย หลังประกาศผล O-NET A-NET ประมาณ 1 สัปดาห์ ประกาศผลขั้นสุดท้าย ภายในวันที่ 30 เมษายน 2551

            “ถึงแม้ว่าทุกสถาบันจะมีสิทธิเลือกได้ 3 ลำดับ หากคณะใดรับคนได้ไม่ครบตามจำนวน จะเรียกอันดับสำรองที่ยังสอบไม่ติดคณะแพทย์อื่น ดังนั้น ควรจะเลือกคณะที่ตั้งใจจะไปเรียนจริงๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องเลือกให้ครบ 3 อันดับ เผื่อติดคณะที่เลือกจริง” ศ.พญ.บุญมี แนะนำวิธีการเลือก

            ด้าน ศ.นพ.อาวุธ ให้เหตุผลในการยกเลิกเกณฑ์ G-PAX ว่า การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าว เคยมีการฟ้องร้องศาลปกครอง และศาลปกครองแนะนำให้ยกเลิกเกณฑ์นี้ เพราะถือเป็นสิทธิมนุษยชนด้วย แต่ในความเป็นจริงเด็กที่เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 3 แทบ จะไม่มีโอกาสสอบติดแพทย์เลย จึงเชื่อว่าเมื่อยกเลิกเกณฑ์นี้แล้วจะมีนักเรียนสมัครเข้าแพทย์จำนวนมากขึ้น จากเดิมที่มีผู้สมัคร 18,000 รายทั่วประเทศกรุงเทพฯประมาณ 10,000 คน ต่างจังหวัด 8,000 คน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในปีนี้จะไม่มีการให้ผู้สมัครเลือกสนามสอบ ให้เลือกเฉพาะจังหวัดเท่านั้น ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา พิษณุโลก จากนั้นทางสถาบันจะมาดูอีกครั้งว่ามีผู้สมัครจำนวนเท่าไหร่ จากนั้นจะหาสนามสอบที่เหมาะสมให้ โดยจะพยายามจัดสถานที่สอบในที่แห่งเดียวกัน

           สำหรับกรุงเทพฯ ได้ติดต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรองรับผู้มาสมัครสอบได้ถึง 15,000 คน คาดว่ารองรับนักเรียนที่มาสมัครได้ทั้งหมด

           ใครที่อยากเป็นหมอผมยินดีต้อนรับสู่วิชาชีพด้วยใจจริงครับ   โชคดีครับผม

งานแต่งงาน (wedding)

             เกือบเดือนกว่า ๆ แล้วครับที่ผมไปงานแต่งงานเพื่อนมาที่บุรีรัมย์ สนุกครับด้วยความสัตย์จริงก็อยากไปเที่ยวนั่นแหละครับ อยากไปเปิดหูเปิดตา บรรยากาศในงานซึ้งครับ ผมชอบ

              ถ้ามองว่าการแต่งงานคือทุกสิ่งหรือเปล่า ผมมองว่าไม่ มันเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น ชีวิตคนไม่ใช่หนังสือนิทานที่เจ้าหญิงกับเจ้าชายที่แต่งงานก็ถึงหน้าสุดท้ายของนิทานแล้ว การจะอยู่กับใครสักคนหนึ่งที่เราต้องอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต โดยที่ไม่ใช่พี่น้อง มันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยครับ การมีแฟน บางครั้งหลายคนพูดว่าง่ายกว่าการใช้ชีวิตคู่เยอะครับ คุณลองคิดดูว่าการคบใครสักคนหนึ่งแล้วรักกันจนแต่งงาน หลายคนบอกว่าต้องศึกษากันนานๆ แต่ผมว่า คนเราศึกษากันตลอดชีวิตครับ

                 เพลงนี้อบอุ่นดีเหลือเกินครับ ผมให้กับเพื่อน ๆ ผมที่แต่งงานไปแล้วและกำลังจะแต่งงานอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ครับ

               

ไม่กี่คนที่จะเคียงข้างกัน
ไม่กี่คนที่จะคอยร่วมทุกข์ใจ
และไม่ทิ้งฉันไว้ลำพัง
ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายใด ๆ
ก็พร้อม เดินไปกับฉัน

ไม่กี่คนที่จะรักฉันจริง
ทำให้ยิ้มในชั่วโมงที่เหงาใจ
ในชีวิตที่ล่วงเลยมา
ไม่กี่คนที่ฉันไว้ใจ ให้กุมมือ
อยากฝากชีวิต

 และหนึ่งในนั้น ก์คือเธอคนนี้
ที่ฉันนั้นโชคดี ที่เราได้พบกัน
จากหนึ่งในร้อย หนึ่งจากในล้าน
ได้มาร่วมทางเดิน
ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดี ๆ

ไม่กี่คนที่จะคอยหวังดี
มีแค่เพียง ไม่กี่คนให้เชื่อใจ
ในชีวิตที่ล่วงเลยมา
ไม่กี่คนที่ฉันให้ใจ แค่บางคนที่ฉันบอกรัก

(อยากบอกว่าฉันรักเธออีกครั้ง คนดี)

ฟังเพลงครับ

               ใครที่มีอยู่แล้วทำทุกวันของคุณให้ดีที่สุดนะครับ ลองคิดดูว่าถ้าคุณทะเลาะกับคนที่คุณรัก แล้วคุณออกจากบ้านโดยไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน ถ้าคุณไม่มีโอกาสกลับมา คุณจะรู้สึกยังไง

               สำหรับผม การที่มีความรัก ได้รับความรัก ได้ให้ความรัก มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คุณประภาส ชลศรานนท์ เคยเขียนไว้ว่า

 “เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน…

เวลาที่ใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน…

…แต่ถ้าเราเจอคนที่รักกัน เราจะผลัดกันตัวใหญ่ตัวเล็ก… 

             วันที่ใครสักคนจะพูดได้ว่า เขาได้ใช้ชีวิตกับคนที่เขารักมากที่สุด และได้รับความรักตอบแทนมาเช่นกัน ผมว่าเราดู เราตัดสินใจที่จะพูดได้อย่าเต็มปากเต็มคำ ในวันสุดท้ายของชีวิต มันก็ยังไม่สายครับ

              ทำทุกวันของคุณให้มีค่ามากที่สุด ให้คนที่คนรัก ให้คนที่รักคุณ ความทรงจำสุดท้ายมันจะยิ่งใหญ่มากในชีวิตคุณครับ 

แพ้ยา(Allergy)

หลายต่อหลายครั้งที่คุณไปหาหมอมักจะโดนถามแทบทุกครั้งเลยว่าคุณเคยแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้สารเคมี อะไรบ้างหรือเปล่า คำถามนี้เป็นคำถามที่จำเป็นนะครับ เพราะว่า ในผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติการแพ้ยา จะไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า ตนเองจะเกิดการแพ้ยาหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด อาการที่มักพบบ่อยเช่น ผื่นคัน คัดจมูก หายใจไม่ออก บวมแขนขา   มีหลายครั้งมากที่ผู้ป่วยบอกว่าแพ้ยา แต่พอถามไปถามมากลับไม่ใช่ แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมว่าดีนะครับที่คุณสังเกตตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนใช่หริไม่ใช่ให้รีบกลับไปถามหมอนะครับ ไม่ใช่ว่าตัดสินใจหยุดยาเอง เพราะบางครั้งอาจจะทำให้โรคที่เป็นมันไม่หาย หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ มีหลายครั้งนะครับที่การแพ้ยาอยู่ ๆ ก็เกิดไม่มีใครตั้งใจให้ยาพิษกับคนไข้ของตนเองหรอกนะครับ พูดคุยกันให้เข้าใจดีกว่า   อีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคือ อาการแพ้ยามักพบได้ตั้งแต่เด็ก ๆ  เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะว่าบ่อยมาก ๆ ที่เราพบการแพ้ยาในผู้ป่วยอายุ 20-30 ปี เนื่องจากมันเหมือนกับว่าตัวยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้มันไปกระตุ้นอาการแพ้ครับ ยาที่เราให้ไปในครั้งแรก มันจึงยังไม่เกิดอาการแพ้นั่นแหล่ะครับ

พรหมลิขิต

เพลงนี้ออกมานาแล้วครับ เพียงแต่เมื่อกี้นี้เองฝนตก ผมเลือกเปิดเพลงนี้พอดี ซึ้งครับ

เหม่อมองบนฟ้าไกล จ้องมองด้วยความสงสัย
ว่าใครกันนะใคร ที่พาให้เธอเดินหลงทางมาเจอกับฉัน

มีคนเป็นล้านคน ช่างไร้เหตุจริงๆ ที่เราเจอกัน
จากเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไร สุดท้ายก็ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ

* ตกลงคือพรหมลิขิตใช่ไหม ที่เขียนให้เป็นอย่างนั้น
ตกลงให้เรารักกันใช่มั้ย อย่างนั้นขอได้ หรือไม่
โปรดอย่าทำให้เราพลัดพราก ให้เรารักกัน เนิ่นนานถึงจนวันตาย
ฉันขอได้ไหม

เมื่อก่อนลมหายใจ ก็คิดว่าเป็นของฉัน
แต่พอได้พบเธอ เพิ่งรู้จริงๆ ลมหายใจคือเธอเท่านั้น

มีคนเป็นล้านคน ช่างไร้เหตุผลจริงๆ ที่เราเจอกัน
จากเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไร สุดท้ายก็ได้แต่ถามตัวเองอีกครั้ง

(*)

คนมีอีกเป็นล้านคน ไม่มีเหตุผล ที่เธอต้องเลือกฉัน
จากเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไร สุดท้ายก็ได้แต่ถามตัวเองอีกครั้ง

(*)

ฉันขอได้ไหม
ผมชอบครับ

” เมื่อก่อนลมหายใจ ก็คิดว่าเป็นของฉัน
แต่พอได้พบเธอ เพิ่งรู้จริงๆ ลมหายใจคือเธอเท่านั้น”

ฟ้องร้องหมอ (ตอนที่ 3)

มาต่อกันนะครับ-5-6 เดือนที่ผ่านมา ผมได้เห็นและเรียนรู้ว่า แพทย์ทำงานกันหนักแค่ไหน

ป้าผมป่วยด้วยโรคหอบหืดแบบเฉียบพลัน มากกว่า 4 ครั้งที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลแบบเร่งด่วน ผมพาป้าไปโรงพยาบาลจุฬาฯ ผมสังเกตุนักเรียนแพทย์บางท่าน ผมเห็นทำงานแบบ เอ๊ย นี่หมอไม่หลับไม่นอนกันบ้างเหรอเนี่ย ทำไมอึดจัง ผมพาป้าไปส่งตอนสี่ทุ่ม อยู่ได้สองสามชั่วโมง พอ Admit ก็กลับไปนอน กลับมาอีกที เก้าโมงเช้า คุณหมอหลายท่านที่ผมเห็นเมื่อคืน ยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย

ด้วยความจริงใจ ผมรู้สึกเห็นใจ และรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ คุณหมอเหล่านี้ ผมดูๆแล้วอายุคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม บางคนจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่คุณหมอเหล่านี้ทำ มันมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่ผมทำมาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ

ป้าผมเคยพูดว่ามีแต่หมอนักเรียน มุงกันเต็มไปหมด ไม่เห็นรักษาอะไรเลย” ครั้งแรกที่ผมได้ยิน สิ่งที่ผมบอกกับป้าคือ

ทำไมป้ามีความคิดที่เห็นแกตัวแบบนี้ล่ะ ลองนึกถึงลูกหลานในอีกสิบ ยี่สิบปีข้างหน้า ถ้าไม่มีคุณหมอเหล่านี้ ลูกหลานจะต้องนอนตายคาบ้าน หรือนอนตายข้างถนนยามเจ็บป่วย ผมไม่อยากให้ป้ามีความคิดที่ผมรู้สึกว่าเห็นแก่ตัวแบบนี้อีก เราเป็นหนี้บุญคุณหมอเหล่านี้นะป้า”

ผมรู้ว่าป้าผมรู้สึกผิดทันทีกับสิ่งที่พูดออกมา ทุกวันนี้คุณป้าผมยังคงป่วยอยู่ ผมได้แต่หวังว่าป้าจะหาย และใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ผมรู้สึกอุ่นใจที่ฝากชีวิตของป้าผมไว้ในมือคุณหมอเหล่านี้

ผมขอให้อำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงช่วยให้คุณหมอทุกๆคน มีความสุข ความเจริญ และมีสุขภาพที่แข็งแรง (ผมเห็นหมออดนอนแล้วก็คิดว่า หมอก็เป็นคนนะ จะไหวเหรอ) ขอให้ผลบุญ และกุศลที่คุณหมอทุกคน รักษาชีวิต ให้หลายๆชีวิตได้มีโอกาสอยู่บนโลกนี้ ได้สร้างบุญสร้างกุศลต่อไปนั้น ขอให้ผลบุญมีไปยังคุณหมอทุกๆคน ให้มีชีวิตที่ยั่งยืน และมีความสุขตลอดไปครับ-อ่านแล้วน้ำตาซึมๆ
เข้าใจการตัดสินใจของเกรียงชัยในการขอพรข้อสุดท้ายจากนางฟ้า
เคยคิดจะออกจากราชการเหมือนกัน
แต่พอบอกพ่อ พ่อก็ถาม
มีอะไรที่อยากทำมากกว่าไปเป็นข้าในกิจการของพระเจ้าอยู่หัวจริงๆหรือลูก?”

เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง..เพิ่งเขียนบันทึก
อาจไม่เกี่ยวกับกระทู้นี้เท่าไหร่
แต่ก็ขอเอาใจช่วยเพื่อนแพทย์ทุกคน โดยเฉพาะที่ทำงานราชการในชนบทให้ยืนหยัดทำหน้าที่ของตนต่อไป

บันทึกหน้านั้น..ฃื่อแสงดาวแห่งศรัทธา

ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถจัดการปัญหา”โจรกระจอก”ในภาคใต้ได้
เหมือนกับที่ยังไม่มีรัฐบาลไหน สามารถทำให้เมืองไทยสุขภาพดี”

ข่าวทหารหน่วยรบพิเศษที่ถูกลอบยิงและวางระเบิด
ทำให้แผ่นดินถูกห่มคลุมด้วยความหม่นหมองที่หนาหนักยิ่งกว่าเมฆฝนบนฟ้า
ปัญหาเรื้อรังที่นับวันก็มีแต่จะยิ่งลุกลาม ยากแก่การเยียวยา
ไม่มีอะไรดีขึ้น
มีก็แต่การแกล้งทำเป็นลืมว่าไม่มีอะไรดีขึ้น

ฉันน่ะ ..จริงๆแล้วฉันไม่อยากจะเขียนถึง
มิใช่ว่าไม่สำนึก-รำลึกในความเสียสละที่ยิ่งใหญ่นั้น
ทั้งสำนึกและรำลึก แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย
นอกจากการรำพันว่า ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ ทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น

สำนึก รำลึก สูญเสีย ยกย่อง และ..โค-ตรจะอึดอัด

ไม่ต้องอะไร..แม้แต่ปัญหาของชาติที่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ ฉันยังแก้ไม่ได้
กี่ปีแล้วที่รัฐบาลประกาศจะให้ เมืองไทยสุขภาพดี-สุขภาพดีถ้วนหน้า
สารพัดถ้อยคำหรูๆที่จะสรรหามา สารพัดโครงการนโยบายที่โยนลงมาให้ทำ

แต่คนไทยก็ยังไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะรีบมาหาหมอ
หรือเมื่อไหร่ที่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยยาสามัญประจำบ้าน
คนมีเงินใส่สร้อยเส้นเท่าโซ่ ขับรถมาโรงพยาบาลวันเว้นวัน
สารพัดจะขอยา โดยใช้สิทธิ์บัตรทอง 30 บาท
ลองไม่ให้สิ เรื่องจะถึง”นาย”ทันที
ผ่านระบบ world wide web อันทรงประสิทธิภาพ
อ๋อ ที่ไม่ให้นี่เพราะใช้สิทธิ์บัตรทองใช่ไหม”
อธิบายแล้วว่ายาแต่ละอย่างมีที่ใช้อย่างไร
แต่ก็ยังถูกตอกหน้าซ้ำๆด้วยประโยคนั้น

บางคนมาขอตรวจเลือดประจำ เพราะ”อยากรักษาสุขภาพ”
แต่พออธิบายวิธีดูแลตัวเอง การดูแลเรื่องอาหารก็ไม่สนใจจะฟัง -จะทำ
ที่สนใจคือ “ได้ยาไหม” กับจะต้องตรวจเลือดอีกเมื่อไหร่”เท่านั้น
สงสัยจริงๆว่าการได้รู้ว่าตัวเองผิดปกติ แต่ไม่คิดจะดูแลตัวเองนี่
มันจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ยังไง ?

วิตามินด้วยนะ แคลเซี่ยมด้วยนะหมอ ขอยานวดอีกสามหลอดเลยนะ
ไม่เป็นไรนะ ฉันเบิกได้”
นี่ก็อีกประเภทหนึ่งที่ได้ฟังแล้วละเหี่ยใจ
รู้ค่ะว่าคุณเบิกได้ แต่เงินที่ต้องมาจ่ายให้โรงพยาบาลก็ของหลวงทั้งนั้น

ก่อนระบบเบิกจ่ายตรงจะเข้ามา
เวลาที่ตัวเองหรือแม่เจ็บป่วย กระทั่งต้องนอนโรงพยาบาล
ฉันจ่ายเงินโดยไม่เคยเอาใบเสร็จไปเบิกคืนเลยสักครั้ง
ไม่ได้มีมากหรอก แต่เงินไม่กี่พัน จ่ายได้ก็จ่ายไป
ให้เงินกองกลางของประเทศชาติไปตกกับคนที่เขาลำบากกว่าเราดีไหม
ใจก็คิดอยู่แค่นั้น

จริงๆแล้วการใช้สิทธิ์เบิกของข้าราชการถือเป็นสิทธิ์อันชอบธรรม
แต่ในวงเล็บว่าให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหน่อยจะได้ไหม

ส่วนบัตรทอง 30 บาท คนที่ไม่โอกาส ก็ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสอยู่วันยังค่ำ
ฉันเองเคยต้องอ้อนวอนให้คนไข้ ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ
เพราะเป็นโรคที่เกินศักยภาพที่โรงพยาบาลเล็กๆของฉันจะรักษาได้
ลุง.. โรคนี้มันยังพอมีทางรักษานะ หมอเขียนใบส่งตัวให้ไปโรงพยาบาลใหญ่
ลุงมีสิทธิ์บัตรทอง ลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไปเถอะนะคะ นะลุงนะ”

แต่คนไข้ก็ตัดโอกาสและสิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเองลง
เพราะลุงไม่มีค่ารถ ไม่มีค่าเดินทาง”
จะควักเงินให้ลุงก็ไม่เอามันไม่ได้ไปแค่ครั้งสองครั้ง ลุงไปไม่ได้หรอกหมอ”

ฟังแล้วน้ำตาตกใน

หลายเรื่อง หลายปัญหาที่ต้องเจออยู่ทุกวัน
ท้าทายกำลังใจของตัวเองยิ่งนัก
นโยบายการสร้างเสริมสุขภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยาก
การเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติ ของคนไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันสองวัน..ฉันรู้

แต่ฉันจะอดทนได้อีกนานแค่ไหนกัน..ฉันไม่รู้

เจอคนไข้ไม่เข้าใจ ก็ถูกหาว่าดุ
ที่อยากสอน อยากพูด ก็เหมือนจะหมดความหมาย
หลายครั้งต้องกอบเก็บกำลังใจจากหยดน้ำตาของตัวเองแล้วลุกขึ้นใหม่
เพราะอย่างน้อยยังมีอีกบางส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นและน่าชื่นใจ

ที่ฉันยังยืนหยัดอยู่ได้ก็เพราะคนเหล่านั้น
ความหวังเช่นเดียวกันนี้หรือเปล่า ที่อยู่ในใจของเหล่าทหารหาญ ?
ศรัทธา ?

กราบพระ ฉันไม่เคยอธิษฐานให้ตัวเองร่ำรวย แม้กระทั่งเจริญก้าวหน้า
ฉันอธิษฐานแค่ให้ตัวเองอย่าได้ละซึ่งสิ่งที่ตนเองศรัทธา
และฉันก็หวังว่าบ้านเมืองของเราจะผ่านพ้นปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้

ในสักวัน ..-ผมตั้งใจที่จะเขียนใบลาออกจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่งในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เหนื่อย มากๆ ครับกับการใช้ชีวิตเป็นศัลยแพทย์ตลอดเวลา 10 ปีที่จบ board มา ร่วมกับการไปฝึกอบรบต่างประเทศ ยิ่งถ้าเราสามารถทำการรักษาเฉพาะทางมากขึ้นเท่าไรก็ตาม งานและความรับผิดชอบก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ขอให้คนที่มีอุดมการณ์โดยเฉพาะคนที่อยากเป็นแพทย์ จงมีอุดมกาณ์อย่างต่อเนื่องจะได้เห็นในชีวิตจริงโดยที่จะไม่ต้องมีจิตใจที่จะติติงผู้อื่นว่าทำไมจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แพทย์รุ่นใหม่ ผู้ป่วยที่ค่อนข้างเห็นแก่ได้ ไม่เคยคิดเป็นความผิดของตัวเอง สื่อที่หลงตัวเองชูจุดขายเรื่องความสงสารและอารมณ์ชั่ววูบของการมีมนุษยธรรม โดยไม่พยายามประติดประต่อรายละเอียดของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความท้อถอยของแพทย์หลายคน ความหวังลมๆ แล้งๆ thai tradition but american standard มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากเหลือเกิน ขอขอบคุณครูแพทย์ทุกคนทีได้ทำให้ผมมีความสามารถในการผ่าตัดและการดูแลรักษา ขอขอบคุณผู้ป่วยที่รักษาสถานะภาพของการเป็นคนป่วย มีความยินดีและเข้าใจในการรักษาที่ยากจะใช้ภาษาให้เข้าใจได้ทั้ง 100 % ขอบคุณจากใจจริงๆครับ-เหนื่อย
วันก่อนตรวจคนไข้ฉุกเฉินจนปวดท้อง เพราะกินอาหารไม่ตรงเวลา
เลยให้คุณพยาบาลที่ห้องฉุกเฉินฉีดยาให้
แล้วเดินไปตรวจคนไข้ต่อ
-เมื่อก่อน ไม่ชอบอาชีพหมอ เหมือนชนชั้นพิเศษในสังคม

มารู้จักเพื่อนคนนึง เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ

ผ่านั่น ผ่านี่ ช่วยคนให้รอด ไม่ได้นอนเต็มอิ่ม อยุ่เวรเกือบเต็มเดือน รุ้เลย ว่าเหนื่อยมาก

เอาใจช่วยเต็มที่สำหรับ นศ แพทย์และ แพทย์ใช้ทุนทุกคน-ผมเองไม่เคยบอกว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่ลำบากที่สุดนะครับ
เพราะผมเองให้ความสำคัญกับทุกอาชีพครับ ว่าทุกส่วนของสังคม
ล้วนแต่มีความสำคัญ  พ่อผมเองก็เป็นช่างซ่อมรถ ก็ส่งผมจนจบหมอได้
ไม่มีทางที่ผมจะเห็นว่าอาชีพหมอลำบากที่สุดครับ

ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อหมอ
ว่าหลายคนชอบคิดว่าหมอเป็นแล้วสบาย นอนนับเงิน ขับรถดี
หลายคนเห็นภาพหมอรพ.เอกชนดูดี แล้วก็เหมารวมว่านั่นคือหมอทั้งหมด
ผมเลยแจกแจงให้ฟังครับ  ว่าอาชีพหมอก็ต้องรับความกดดัน
และยิ่งในสังคมปัจจุบันสื่อ  เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางในสังคมมากขึ้น

หลายครั้งที่คดีทางการแพทย์เกิดขึ้น และสื่อก็เอาไปลงโดยไม่ตรวจสอบและฟันธงว่าหมอผิด
ประกอบกับสังคมเราก็เสพสื่อแล้วใช้ความรู้สึกในการตัดสินความถูกต้อง

เจอหมอห้ามตาย  เจอหมอห้ามพลาด  หมอห้ามคิดแพง  หมอต้องทำอะไรก็ได้ให้คนไข้หายเร็วที่สุดโดยใช้เงินน้อยที่สุดแต่ต้องดีที่สุด

และเมื่อเกิดคดีขึ้นมา สื่อก็พร้อมจะเอาลงหน้าหนึ่งให้  และสังคมก็พร้อมจะประณามหมอทันที
เมื่อเช้าคงมีหลายคนได้อ่าน คนไข้ฟ้องหมอชุ่ย ทำคลอดลูกติดไหล่พิการฟ้อง 57 ล้าน
คนที่อ่านนสพ.โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงก็จะคล้อยตามว่าหมอชุ่ย ทำไมไม่ดูแล ดูยังไงให้ติดไหล่ สมควรต้องฟ้อง

แต่จากตำราการแพทย์ที่เรียนกันทั่วโลก
การคลอดติดไหล่  มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ  และเป็นฝันร้ายของหมอสู
เพราะมีโอกาสสูงมากที่เด็กจะเสียชีวิต  หรือบางทีอาจเสียทั้งแม่และลูก
ต้องเข้าใจนะครับว่าช่องคลอดคนก็มีขนาดพอเหมาะ  ทีนี้เมื่อเกิดกรณีติดไหล่
ซึ่งอาจเพราะเด็กตัวโต หรือหัวไม่หมุนตามธรรมชาติ  ทำให้เด็กออกมาไม่ได้
หมอก็ต้องรีบช่วยให้คนไข้คลอด

หลายครั้งที่ต้องหักกระดูกไหปลาร้าเด็กเพื่อทำให้ขนาดของเด็กเล็กลงและคลอดออกมา

หลายครั้งที่เด็กค้างอยู่ในช่องคลอดของแม่นานจนขาดอากาศ แล้ว brain death  ขณะที่หมอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กออกแต่มันไม่ออก

ช่องคลอดไม่ใช่ซิบนะครับที่ว่าพอมีอะไรค้างแล้วรูดขยายหรือฉีกกระเป๋าออกมาได้

เราไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าคนไหนจะมีโอกาสคลอดติดไหล่หรือไม่  หรือเพื่อความสบายใจจะให้ผ่าคลอดทุกคน  ก็มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้อีก

คำว่าสุดวิสัย หลายคนชอบบอกว่าเป็นข้อแก้ตัว
แต่มันคือชีวิตจริงครับ
คุณฝากท้อง 9 เดือน ดูแลอย่างดี ใครจะบอกได้ว่าตอนคลอดลูกจะปลอดภัย  การที่เด็กหมุนหัวคลอดผิดองศาไปนิดเดียวอาจทำให้ติดไหล่ได้
และเด็กก็อาจเกิดแบบนี้

และฟ้องหมอ 57 ล้านครับ
ขอบคุณครับ  เงินเดือนหมอเอกชนผมให้หมอสู 3 แสนเลย
ทำ 10 ปีได้ 36 ล้าน กรณีนี้ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นะครับ
และไม่ต้องพูดถึงหมอรพ.รัฐเงินเดือน 3 หมื่น
ทำ 100 ปีได้ 36 ล้านครับ
แต่คุณฟ้องหมอ 57 ล้าน
เพราะได้อย่างหลาย ๆ คดีที่ฟ้องหมอกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
และหลายครั้งเมื่อพิสูจน์กันจริงว่าหมอไม่ผิด ทุกคนพูดแค่ว่าหมอปกป้องกันเอง
ส่วนสื่อก็หันไปเล่นข่าวผีผ้าห่มซะแล้ว ไม่เคยมาลงข่าวแก้ให้

ขอบคุณสื่อไทยครับ  ที่ช่วยกันทำให้วงการสาธารณสุขบ้านเรา
ก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมเร็วขึ้น
อีกหน่อยไม่ต้องกลัวครับ บ้านเราจะเป็นแบบเมกามากขึ้น
คุณหกล้ม หมอต้องเอ๊กซ์เรย์ ct-scan ทุกเคส เพราะกลัวเลือดคั่งทั้งที่มีโอกาส 0.01 เปอร์เซนต์ แต่ถ้าหลุดมาก็โดนฟ้อง
ต้องเจาะเลือดหาเชื้อเพราะพอหกล้มมีแผลถลอกเชื้อโรคอาจเข้าได้
ต้องเอ๊กซเรย์ทั้งตัว เผื่อมีกระดูกบางอย่างกระเทาะตอนหกล้มเพื่อกันพลาด
ให้ยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุดเพื่อคุมเชื้อโรคทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้น
สรุปคุณหกล้มหนึ่งครั้ง
จ่ายค่ายา + ค่า ct -scan + ค่าเอ๊กซเรย์ทั้งตัว
20000+
พอไหวไหมครับ

อ้อและที่ผมบอกเสมอ ๆ นะครับ
ไม่มีอะไร 100 เปอร์เซนต์ในวงการแพทย์
สูบบุหรี่วันละ 2 ซองคุณอาจอยู่ได้ 80 ปี ไม่สูบบุหรี่เลยแต่ตายตอน 50 เพราะมะเร็งปอดก็มีเยอะไปครับ
ที่เราเรียนรู้มาคือเราเรียนและรักษาจากคำว่าน่าจะเป็นครับ

100 ปีก่อนเรารักษาโรคแผลในกระเพาะด้วยการกินยาตัวนึง  ต่อมา 50 ปีเราพบว่าเกิดแผลในกระเพาะเกิดจากกรด เราก็เลยให้กินยาลดกรด  แต่หลังจากนั้นปัจจุบันเราพบว่าเกิดจากเชื้อโรค H.pylori  หมอจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการรักษาโรคกระเพาะมาให้กินยาฆ่าเชื้อแทน

พูดเพื่อให้เห็นว่าวงการแพทย์เรายังมีอะไรที่ไม่รู้เกี่ยวกับกลไกในร่างกายอีกเยอะครับ

ที่บ่นมาก็แค่อยากให้เข้าใจครับว่าทุกอาชีพมีความสำคัญ และก็มีโอกาสเกิดความผิดพลาดกันได้
แต่ทุกวันนี้เหมือนเรากำลังมองว่าหมอเป็นอาชีพที่ห้ามพลาดหรือเปล่าครับ
ขอบคุณครับ-เราเข้ามาอ่านแล้วก็รู้สึกโดนใจมากค่ะ  ตัวเองก็เป็นหมอใช้ทุนที่ร.พ.แถบๆภาคใต้ ปี 3 แล้วค่ะ อ่านแล้วทำให้นึกถึงตอนที่ไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัดแล้วมีช่วงที่กลับมา บ้านไปเดินซื้อของกับที่บ้านเจอเพื่อนที่จบด้วยกันมาทัก เกือบจำไม่ได้ หน้าเธอใสมาก สอบถามได้ความมาว่า ไปใช้ทุนปีเดียวหนัก เหนื่อยไม่ไหว อดนอน มีพี่ของเพื่อนแนะนำให้มาทำ คลินิค skin สิ สบายก็เลยมาทำ ปรากฎว่า เงินดี at least 80,+++ – 100,+++ แล้วแต่ความสามารถในการวิ่งรอก แล้วเพื่อนยังแอบกัดอีกว่าทำไมโทรมจัง ขอบตาดำ ไปทำ Treatment ที่ร้านชั้นไหม๊ เดี๋ยวลดราคาให้ เราฟังๆก็แอบอิจฉาเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่าการสั่งยาแต้มสิว กับการเชียร์ทำ treatment มันไม่ใช่ตัวเราเลย แม้จะไม่อยากอดนอนเพราะต้องตื่นมาอยู่เวรดึก ต้องตื่นตี 3 เพื่อมาผ่าคลอด โดนตามตอนกำลังกินข้าวเพราะคนไข้เหนื่อยมากไม่สามารถหายใจเองได้ ก็ต้องมา ถึงจะเหนื่อย แต่ลึกๆก็มีความสุขเหมือนกัน ยิ่งเวลาเห็นคนไข้ดีขึ้น กลับออกจากร.พ.ได้ ญาติยิ้มชื่นใจ เราก็ดีใจแล้ว……    แต่ก็อีหลายครั้งเหมือนกันที่โดนญาติติไม่พอใจหรือพูดใส่อารมณ์ เพียงเพราะ ญาติคุณกินเหล้าขี่รถมอเตอร์ไซด์ล้ม หัวโน+แผลถลอกตามตัวนิดหน่อย รู้สึกตัวดี เราทำแผลให้ ให้ยาแก้ปวด อธิบายเรื่องอาการทางสมอง + ให้ใบสังเกตอาการทางสมอง ญาติอีกกล่มใหญ่ตามมาถาม ทำไมไม่ให้นอนร.พ. ทำไมไม่เอกซเรย์สมอง  อธิบายแล้วว่าคนไข้รู้สึกตัวดี  พูดคุยรู้เรื่อง ทำตามสั่งได้ รูม่านตาตอบสนองต่อแสงปกติ ไม่มีแขน ขาอ่อนแรงให้ไปสังเกตอาการทางสมองที่บ้านได้ก็ไม่พอใจ บอกว่ากล้ารับรองไหม๊ว่าคนที่ล้มรถจะไม่เป็นไร เราก็นึกในใจที่ร.พ.ที่อยู่ก็ไม่มี CT SCAN มีแต่ Film กระดูกธรรมดา ถ่ายไปก็ไม่ได้บอกปัญหาในเนื้อสมอง ก็เลยแนะนำว่าต้องเข้าในเมือง มีศูนยื CT เอกชน อยู่ แต่ต้องเสียเงินเองนะ 5,000 บาท พอฟังปุ๊ปเปลี่ยนใจเอายาไปกินที่บ้านดีกว่า  ( อ้าว ! ) 

-คนไข้โดนเอาหมวกกันน็อคฟาดหัว (วิวาทกัน) ไม่สลบ ไป รพ. หมอ X-ray กระโหลกไม่เจอรอยร้าว ก็เลยทำแผลเย็บแผล แล้วให้กลับบ้าน สังเกตอาการ
วันต่อมา คนไข้ตาย ทำ CT ดูมีเลือดในสมอง

ทีนี้แหละ ชาวบ้านแถบนั้นยกพวกมาประท้วงไล่หมอคนนั้นออกเลย… ลงข่าวซะใหญ่โต
แต่คนที่ทำจริงๆ (คนที่เอาหมวกกันน็อคฟาดหัว) ลงข่าวเล็กกระจิ๊ด

และอีกอัน คดีคุณดอก….(นามสมมุติ) ที่ไม่รู้มีหมอ Malpractice ที่ไหนเป็นพยานฝ่ายโจทก์บอกว่า การแพ้ต้องให้ Dexamthasone หรือ Steroid แล้วศาลก็ดันเชื่อ… ตอนนั้น แพทย์ทั้งหลายทราบข่าวต่างไม่พอใจ และพยายามจะให้มีการอุทธรณ์ แต่ด้วยมนุษยธรรม และหลักเกณฑ์ที่ว่า ถ้าคดีไม่สิ้นสุด จะไม่สามารถเบิกเงินช่วยเหลือเพื่อคนไข้ได้  ทางแพทยสภาก็เลยตัดสินใจไม่อุทธรณ์ก็เพื่อที่จะเบิกเงินมารักษาคุณดอก… ต่อไป

แต่คดีนั้น หรือคดีใดๆ … คนทำก็คงจะได้รับผล  ยิ่งข่าวโตมากเท่าไร หมอในเมืองไทยยิ่งจำชื่อหรือนามสกุลได้เท่านั้น
เมื่อไปหาหมอ หมอเห็นชื่อหรือนามสกุล ก็จะไม่กล้ารักษาเพราะกลัวโดนฟ้องร้อง…-จำลองสถาณการณ์ในปัจจุบันครับ

นาย A กำลังเดินๆ อยู่ เห็นรถกำลังจะตกหน้าผา ก็เลยหาเชือกแถวๆ นั้นมาผูกกับรถแล้วพยายามดึงรถขึ้นมา แต่แล้วเชือกก็ขาด คนในรถบาดเจ็บสาหัส รถพังยับเยิน

4 เดือนต่อมา คนในรถออกจาก รพ. มาฟ้องนาย A ว่าใช้เชือกที่ไม่ได้มาตรฐานมาดึงรถ ตั้งข้อหาประมาทเลินเล่อฟ้องเรียกค่าเสียหาย 4 ล้านบาทเป็นค่ารถ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี และฟ้องอาญาว่าประมาทเลินเล่อทำให้บุคคลอื่นเป็นอันตรายเกือบถึงแก่ชีวิต ให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญา 10 ปี

ถามว่า… ต่อไป จะมีคนไปช่วยไหม

และเป็นคำตอบที่ตอบคำถามที่ว่า ทำไมประเทศไทยไม่ส่งทีมแพทย์ไปช่วยคนอเมริกาที่บาดเจ็บจากวาตภัย เมื่อปีก่อน
ก็เพราะว่า อเมริกาเค้าบอกว่า ก็มีสิทธิโดนฟ้องร้องจากการรักษาเหมือนกัน
เป็นคุณ คุณจะไปช่วยไหมล่ะครับ ไม่มีอะไรตอบแทน แต่ถ้าพลาดก็โดนฟ้องหมดตัว
อยู่ดีๆ คงไม่มีใครเอากระดูกมาแขวนคอตัวเองหรอกครับ-เป็นกำลังใจให้ค่ะสำหรับคุณหมอที่ตั้งใจดีเชื่อว่ายังมีอีกมาก เคยเจอจากประสบการณ์ตรง คือคุณแม่ของตัวเอง คุณหมอพยายามสุดๆ จนเมื่อคุณหมอพิจารณาแล้วเห็นว่าจะทรมาณคนไข้มากไปคงไม่ไหวแล้ว ก็มาบอกกับเราว่าผมทำเต็มที่แล้วนะครับ คือผมรักษาท่านเหมือนท่านเป็นคุณแม่ของผม ไอ้เราก็เศร้านะคะที่ไม่สามารถผ่านวิกฤติตรงนี้ไปได้แต่ อีกใจนึงก็เชื่อมั่นในตัวคุณหมอมาตลอดว่าคุณหมอเต็มที่เสมอ เชื่อมั้ยคะว่าความรู้สึกดีดีเหล่านั้นยังคงอยู่เสมอจนวันนี้แม้ว่าคุณแม่จะเสียชีวิตก็ตาม หลังจากเสร็จงานคุณแม่ เราก็เอาพระไปขอบคุณคุณหมอที่เต็มที่มากๆ-ตอนแม่ไม่สบายมีทำ CT scan เจอก้อนบางอย่างกีดขวางท่อน้ำดี ทำให้ตัวเหลืองไปหมดเลยรวมทั้งแน่นท้อง ให้หมอสามที่วินิจฉัย คือ พญาไท2 พระมงกุฎ และรามา ทุกหมอทุกโรงพยาบาลมองไม่เห็นว่าเป็นอะไรกันแน่ ต้องตัดชิ้นเนื้อมาตรวจหรือไม่ก็ผ่าใหญ่เลย สุดท้ายเกรงว่าการตัดชิ้นเนื่อไม่พอในการวินิจฉัย จึงทำการผ่าจริงโดยอาจารย์หมดที่รามา อาจารย์เชื่อว่าเป็น มะเร็งที่ท่อน้ำดี 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นร้องไห้ แต่บอกใครไม่ได้แม้แต่แม่คนถูกผ่าก็ไม่รู้และคนอื่นๆในบ้านก็ไม่รู้ เพราะว่าเป็นแค่คำสันนิษฐานยังไม่สรุปจนกว่าจะมีการผ่าตัด ไม่อยากให้ใครไม่สบายใจ

ผลหลังจากการผ่า ไม่มีก้อนเนื้อร้าย มีเพียงท่อน้ำดีที่มีหินปูเกาะตัวหนา ทำให้ท่อน้ำดีตีบ….หมอบอกว่าโรคนี้ยังไม่เคยเห็นใครเป็นมาก่อน โรคในตำรา ไม่ได้เกิดจากการกินผิดปกติ หรือใดใด เกิดขึ้นเอง..

หลังการผ่าหมอต่อท่อเอาน้ำดีที่คั่งออกมา หนึ่งอาทิตย์จึงถอดออก และแม่ก็ไม่มีอาการแน่นท้องอีก หายตัวเหลือง หายป่วย ทุกครั้งที่ไปพบหมอหลังจากผ่า หมอจะบอกแม่ว่าคุณเป็นคนไข้ที่โชดดีมากๆๆ

อยากบอกว่าหมอทำดีที่สุดแล้ว มีบางโรคที่ขนาดอาจารย์หมออายุ 50 กว่าแล้วเพิ่งพบ

อยากเป็นกำลังใจหมอ ทำให้ดีที่สุด-ช่วยแล้วหาย โดนด่า

หายช้ามั่ง แพงมั่ง พูดจาไม่ดีมั่ง สารพัด แพทย์ไม่ใช่อาชีพที่มีเกียรติอีกต่อไปแล้ว

ช่วยแล้วตาย โดนด่า+โดนฟ้อง

มีคนบอกว่าถึงโดนแต่ถ้าผิดโดยเหตุสุดวิสัยก้ไม่ถือเป็นความผิดคุณเคยโดนฟ้องหรือยังล่ะ แล้วคุณทำงานอะไร เคยทำงานสัปดาห์ละ 7 วันหรือยัง เคยทำงานต่อเนื่อง 36 ชม.โดยไม่ได้นั่งเลยหรือยัง?? เคยไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว 2-3 มื้อติดๆกันหรือยัง?? แล้วแม้จะเหนื่อยขนาดนี้ก้ยังต้องพูดดีๆ และรีดเอาสมาธิ(ทั้งๆที่จะหมดสติไปแล้ว)ออกมาใช้อย่างเข้มข้น และคงไว้ซึ่งมาตรฐานการรักษา (no 100% in medicine ไม่มีอะไร 100%ทางการแพทย์ แล้วลองคิดดู มึนจนแทบอ้วกแล้วยังต้องมาวิเคราะห์ยากๆยั่งงี้ คุณว่ามันไหวไม๊??…แต่ตอนพิจารณาคดี ไม่มีใครสนนะว่าตอนนั้นหมอทำงานมาแล้วกี่ชม. ช่วยคนไข้หายไปแล้วกี่ราย)

ถ้าคุณทำงานแบบที่ผมว่ามาแล้วยังต้องไปให้การในศาลอีก คุณจะรู้สึกอย่างไร?? เพราะถึงจะโดนฟ้อง ก้ไม่ให้หยุดงานนะครับ คุณต้องมาโหมทำงานหนักเพื่อชดเชยช่วงที่คุณต้องไปศาล แถมยังต้องรู้สึกเสียใจแค่ไหน ทั้งที่ได้พยายามเต็มที่แล้ว

อ้อ หมอไม่มีวันหยุดนะครับ หลายคนคงไม่ทราบ

นโยบายรัฐ : หมอต้องช่วยคนให้เยอะขึ้น ได้เงินน้อยเท่าเดิม คนไข้ดูแลตัวเองน้อยลง

นโยบายคนไข้ : มีสิทธิ์ 30 บาทแล้ว ไปรพ.บ่อยๆก้ได้ เป็นอะไรนิดหน่อยก้มารพ. เพราะถูกกว่าค่ายาด้วยซ้ำ ไม่ต้องดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้แข็งแรงหรอก เพราะถึงป่วยก้เสียแค่ 30 บาท ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ขี่มอเตอร์ไซค์เร็วๆและมีเรื่องวิวาทชกตีกันต่อไป เพราะยังไงก้เสียแค่ 30 บาท

งานหมอจึงเยอะขึ้น รวมทั้งบุคลากรทางสาธารณสุขก้โดนหางเลขกันหมด…….แต่ยังดี ที่คนอื่นๆไม่โดนฟ้องเท่าหมอ (เป็นจำเลย1ตลอดครับ แม้ว่าจะเป็นความผิดของคนอื่นก้ตาม)

หลายคนเข้าใจว่า คนไปรพ.เยอะขึ้น หมอก้น่าได้เงินเยอะขึ้น (30บาทต่อคนไง) ….จริงเฉพาะรพ.เอกชนครับ รพ.รัฐได้เงินเท่าเดิม

นโยบายทนาย : หมอเป็นวิชาชีพที่เป็นเป้านิ่ง กว่าจะดำเนินการฟ้องเสร็จ หมอก้ลืมรายละเอียดในการรักษาไปหมดแล้ว เพราะหมอ1คน รักษาคนไข้เป็นพันๆคนต่อสัปดาห์ซึ่งมีปัญหาไม่ซ้ำกันเลย แต่ทนายอย่างเก่งก้รับทำแค่10-20คดีต่อปี ฟ้องหมอทีก้เป็นหลักล้าน เวลาฟ้องร้อง ก้ปั่นสื่อมวลชนให้หันมาสนใจเยอะๆ จะได้สร้างความกดดัน ประจานหมอ แล้วก้จะได้โฆษณาตัวทนายเองด้วย (ได้ออกทีวี ได้ลงหนังสือพิมพ์ มีคนแนะนำต่อๆกันไป)

นโยบายญาติ : ไม่ต้องดูแล ไม่ต้องไปรพ. ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แต่ไปรักษาแล้วต้องหาย ถ้าไม่หายหรือตาย ก้เป็นช่องทาง เผื่อจะรวยลัดเหมือนถูกหวย

รู้มั้ยว่าหมอที่คุณกำลังฟ้องได้เงินเดือนเท่าไหร่??
ส่วนใหญ่หมอที่โดนฟ้องจะเป็นหมอรพ.รัฐ เพราะ ตรวจเยอะกว่า งานหนักกว่า ทรัพยากรจำกัดกว่า
เงินเดือนหมอรพ.รัฐก้ราว 30000 ซัก3ปีคงจะได้ซักล้านแหละนะถ้าไม่ใช้จ่ายเลย

ไม่มีหมอคนไหนเจตนาทำร้ายคนไข้ครับ แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพราะ 1. เหตุสุดวิสัย 2. เพราะหมอก้เป็นคน

ผมแนะนำน้องผมที่กำลังจะเลือก admission ไปเลยว่าเรียนอะไรก้ได้ อย่าเรียนหมอ”

ขอบคุณทุกกำลังใจจากใจจริงครับหมดแล้วครับ….ผมอ่านแล้วน้ำตาเอ่อเลย มันเศร้านะ ใช่ว่าผมจะไม่เตรียมใจมาก่อน แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีคนให้กำลังใจเยอะเหมือนกัน ถ้าย้อนเวลากลับไปแล้วมีคนถามว่าผมจะเรียนหมอมั้ย ผมก็คงตอบว่าเรียนแน่นอนครับ แต่ทุกวันนี้เวลาเจอใครที่รู้จัก ลูก หลาน ของเพื่อน แล้วเขาคิดจะเรียนหมอ ผมบอกเขาเต็มปากเลยครับ ให้คิดดูให้ดี ๆ ไตร่ตรอง แล้วก็ถามใจตัวเองให้ดี ๆ ผมให้เหตุผลว่า ตัวผมเองอยากเป็นหมอ รักวิชาชีพนี้ แต่ตอนเรียน ตอนทำงาน ตอนอยู่เวรมันเหนื่อยนะครับ ผมไม่อยากให้ใครก็ตามมาเรียนหมอโดยที่ไม่ชอบ ไม่อยากเป็น ผมว่าเขาคงเหนื่อยมากกว่าผมหลายเท่าเพราะเขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เขารักขอบคุณทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างในโลกนี้ ที่ทำให้ผมได้รับโอกาสเรียนหมอ ทำให้ผมมีทุกวันนี้ ผมจะเดินต่อไปครับ ผมสัญญา

ฟ้องร้องหมอ (ตอนที่2)

ตอนนี้ผมเอาเข้าcategories Life ครับเพราะผมจะเก็บเอาcomment ที่อ่านแล้วให้กำลังใจ เอาไว้อ่านเวลาเหนื่อย ๆ :) - คล้ายกับกระแสสังคมในยุคปัจจุบันคะ แต่ก้อยังอยากเป็นกำลังใจให้กับหมอที่ตั้งใจทำงานเพื่อรักษาคนไข้ เพราะ
ส่วนตัวเชื่อว่าหมอไม่อยากเกิดการผิดพลาดในการรักษาแต่บางครั้งการรักษาคนไข้ ก็มีหลายอย่างที่ไม่ชัดเจนไม่สามารุระบุชี้ชัดได้ อาการอย่างเดียวกันแต่คนละโรคก็มีมาก  เชื่อเถอะคะ ทำดีต้องได้ดี -ในฐานะที่เป็นหมอนะครับอยากบอกว่าที่เจ้าของกระทู้โพสมาเป็นเรื่องจริงที่เจ็บปวดครับ….สังคมอยากให้หมอทำงานดูคนไข้แต่ไม่เคยลงมาช่วยเวลาทีมีปัญหางานพวกนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ครับไม่มีอะไร 100 เปอร์เซนต์ในวงการแพทย์ปวดท้องขวาล่าง มีไข้ เม็ดเลือดขาวขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ไส้ติ่งเสมอไปแต่จะให้ผ่าคนไข้ทุกคน  คนไข้ก้ไม่ยอมแต่ถ้าหากหลุดมากลายเป็นไส้ติ่งซักคนสมัยนี้ก็จะฟ้องหมอถึงขั้นหมดตัวได้ครับต้องเข้าใจว่าคนอยากถุกหวยก็มีเยอะคราวก่อนคุณยายอายุ 90 มารพ.ด้วยช๊อคจากติดเชื้อหมอก็พยายามช่วยเลยจะใส่ท่อช่วยหายใจสุดท้ายไปโดนฟันปลอมหลุด คุณยายเสียชิวิตญาติฟ้องหมอแค่ 20 ล้านเอง บอกทำให้ยายเสียชีวิตจากฟันปลอมหลุดทั้งที่คุณยายมีไข้อยูบ้านมา 1 อาทิตย์แต่ญาติไม่เคยพาไปหาหมอที่ไหนปล่อยปละละเลย  แล้วสภาพที่มารพ.ก็มีอาการบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วแต่ฟ้องหมอ 20 ล้านขอบคุณครับเมืองพุทธโดยเฉพาะสื่อต่าง ๆ ที่ชอบลงข่าวเกินจริง
แล้วฟันธงว่าหมอผิด  ทั้งที่เมื่อพิสูจนืได้แล้วว่าไม่ผิดก็ไม่เคยลงข่าวขอโทษทำให้สังคมเข้าใจวงการสาธารณสุขผิดว่าปกป้องกันเอง
กินข้าวมันไก่อร่อย 100 ครั้ง ก็ต้องมีซักครั้งที่มือตกทำไม่อร่อย หรือเจอเศษผม  แล้วเราก็บ่น  ผ่าน ๆ กันไปแต่ถ้าหมอพลาดหนึงครั้ง  ฟ้องแต่ละทีกันเป็น 4 – 5ล้านแล้วเงินเดือนหมอ 3 หมื่น ทำ 1 ปี 3 แสน ทำ 5 ปียังไม่พอซื้อรถดี ๆ มาขับเลย  
ทำให้หลัง ๆ หมอที่จบมาใหม่ ๆ พร้อมที่จะลาออกไปนั่งตรวจสิวดีกว่างานเบา  เงินดี  ไม่มีปัญหา
คนไข้หลายคนคิดว่าเมื่อถึงมือหมอแล้ว ห้ามตาย ห้ามพลาด ห้ามพิการ ห้ามเลี้ยงไข้ และห้ามแพง  ซึ่งทุกอย่างฟังแล้วดูขัดกันเองไหมยาที่ดีหลายตัว เราต้องสั่งซื้อจากเมืองนอกเพราะผลิตเองไม่ได้  ยาแก้อักเสบมีตั้งแต่เม็ดละ 50 ตังค์จนถึงเข็มละแสน ๆ เหมือนที่เคยฉีดบิ๊ก ดี2บีแต่คนไข้ต้องการยาถูกที่สุด หายเร็วที่สุดแล้วก็กดดันหมอ  แต่ผู้บริหารที่ดูแลงบก็ต้องการให้หมอให้ยาถูกที่สุด  ให้น้อยที่สุดจะได้ประหยัดงบ  แต่หากมีปัญหาพลาดขึ้นมาผู้บริหารกลับมาลงที่หมอและก็ไปให้สัมภาษณ์ออกทีวีเอาหน้าโทษหมอ ตั้งกรรมการสอบ
แล้วใครจะอยากทำงานให้หลวงครับ  ทำดีเสมอตัว  พลาดทีหมดตัวแทบต้องขายตัวกินเลย
แล้วสังคมก็กลับมาเรียกร้อง ทำไมหมอไม่ช่วยเหลือประชาชนทั้งที่สังคมเป็นคนบังคับให้หมอเลือกทางเดินนี้เอง
ฮ้อ บ่นไปงั้นแหละครับ  ตอนนี้ผมก็เป็นหมอทำงานรพ.รัฐอยู่ตจว.  งานหนักกว่าเอกชน 100 เท่า  รายได้น้อยกว่าเอกชน 10 เท่า
แต่ที่ยังทำงานอยู่เพราะสงสารคนไข้ดี ๆ ที่ยังอยู่ข้างหมอแล้วเข้าใจหมอนี่แหละครับ
อยากให้ทุกคนที่ทนอ่านมาเข้าใจวงการหมอมากขึ้นครับไม่มีหมอคนไหนอยากทำพลาด หรืออยากให้คนไข้ตาย
แต่ปัจจัยหลายอย่างในร่างกายเราก็คุมไม่ได้บางคนไม่สูบบุหรี่กลับเป็นมะเร็งปอด แต่คนสูบบางคนวันละ 2 ซองอยูได้ถึง 80 ปี
ไม่มีอะไร 100 เปอร์เซนต์ในวงการแพทย์ครับและอีกอย่างนะครับของถูกและดีไม่มีในโลกครับ  มีแต่ของดีและมีราคาที่เหมาะสมครับ -อึ้ง…เพราะโดนใจทุกคำพูด  ดีใจนะเวลาที่เรารักษาคนไข้แล้วอาการดีขึ้น    และเค้ามาขอบคุณเรา    มันปลาบปลื้มใจจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้    แต่ตรงกันข้ามกับคนไข้ที่เรารักษาเต็มที่ พูดดีๆ อธิบายมากมาย แต่ก็ยังไม่พอใจ อยากได้โน่นนี่ พูดไม่ให้เกียรติเรา  อันนี้รักษาแล้วทำให้หมดกำลังใจ  รู้สึกถูกลดคุณค่าของหมอลงไปกลายเป็นแค่คนใช้ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพเค้าเท่านั้นเอง    …….แต่สุดท้ายคนที่อ่านบทความเหล่านี้  ก็คือคนที่เข้าใจแพทย์   ส่วนคนที่ไม่เคยมารับรู้ว่าแพทย์มีชีวิตที่แท้จริงยังไงคงไม่มีโอกาสจะได้มานั่งอ่านบทความนี้  เพราะมัวแต่ต้องทำไร่  ทำนา  ทำงานโรงงาน  ทำงานบริษัท  ขายของ  ที่วันๆอยู่แต่กับชีวิตตัวเอง -อาจารย์สมัยประถมเคยบอกว่าคนที่เป็นหมอมาเพื่อใช้กรรมโดยการช่วยชีวิตผู้อื่นค่ะแอบคิดเหมือนกันค่ะว่าท่าจะจริง
เพราะเพื่อนเล่าให้ฟังเรื่องของหมอแล้วเห็นใจเลยค่ะ(เพื่อนเราเรียนเทคนิคการแพทย์ค่ะ) -เห็นใจเข้าใจและขอขอบคุณในความเสียสละของคุณหมอทุกท่านถึงแม้เรื่องบางเรื่องจะเป็นเรื่องเข้าใจยาก
โรคนั้น โรคนี้ ยาตัวนั้น ยาตัวนี้ แต่ที่ทุกคนต้องเข้าใจแน่ ๆ คือทุกคนหนีไม่พ้นความตายพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรม
คนเราเกิดมา ก็ต้องชดใช้กรรมและทำความดี-มาให้กำลังใจหมอ
น้องสาวผมเป็นอาจารย์หมอศิริราช รู้เรื่องพวกนี้มานานแล้ว
แต่น้องสาวผมไม่หมดกำลังใจ เพราะเรื่องพวกนี้ที่โทษหมอ น้องบอกว่ามีน้อยมากที่ศิริราช น้องสาวเลือกเข้าและเป็นหมอศิริราช เพราะศิริราชเป็นที่พึ่งของคนยากไร้ อนาถา พี่น้องผม 8 คน เกิดที่ศิริราชหมด รวมทั้งน้องสาวผมด้วย แม่เป็นคนไข้อนาถา กินอยู่ฟรีผมคนเดียวเกิดที่บ้าน ผ่านหมอตำแยครอบครัวผมมีน้องสาวสุดท้องเท่านั้นที่เก่งที่สุดในบ้าน และเก่งที่สุดในรุ่นด้วย เกียรตินิยมอันดับ 1 จะไปทำงานเอกชนที่ไหนก็ได้เพราะได้บอร์ดไทยและอังกฤษ แต่เลือกที่จะทำที่ศิริราช นี่ก็ 20 กว่าปีแล้ว ไม่ไปไหน เพราะเงินไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิตคุณ
หมอทั้งหลาย มี
silent majority มากมากกว่าพวกโวยวายนะครับ เขารู้และสำนึกบุญคุญหมออยู่เสมอผมก็คนหนึ่งครับ ทั้งที่หมอวินิจฉัยพลาด ดูไม่ได้ว่าผมเกิด hairline fracture ตอนจักรยานล้ม ทำให้รักษาผิดพลาด แนะนำผิดๆ จน hairline fracture ไม่สามารถเชื่อมติดกันได้ตามธรรมชาติ กลายเป็นหักไป
ผมต้องผ่าตัดเสริมเหล็ก ผมก็ยังไม่โทษหมอ ก็มันไม่ได้มองออกกันง่ายๆ เรื่อง hairline fracture นี่ครับทุกวันนี้ผมวิ่งไม่สะดวก เดินติดขัดนิดๆ ก็เนื่องจากตะโพกเสริมเหล็กนี่เองคนมีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษาที่เข้าใจหมอ เห็นใจหมอ ไม่โทษหมอ มีแต่สำนึกบุญคุญยังมีอีกมากมายมากนัก มากประดุจน้ำในแม่น้ำพวกที่ไม่สำนึก หรือสื่อที่ชอบประโคมข่าวมันก็แค่ระดับเกลือหนึ่งช้อน ไม่ทำให้แม่น้ำเค็มได้หรอกครับ
ผมชอบประโยคนี้ครับ เกลือ1ช้อนไม่ทำให้แม่น้ำเค็มได้ ขอต่ออีกสักEntry นะครับ

 

« Newer Posts - Older Posts »