หายไปนานเลยครับ สำหรับblog ของตัวเอง ผมไปเรียนเวชศาสตร์ชุมชนที่ รพ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยามาเดือนครึ่งครับ ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง หมอเจ็บ ก็คงจะเคยเห็น ตอนที่บรรดานักศึกษาแพทย์ออกไปเต้นท่าฉี่หนูกันที่ตลาดนะครับ ส่วนของผมไม่ต้องออกไป เต้นท่านั้นหรอกครับ แต่การเรียนจะมุ่งเน้นถึงวิถีชาวบ้าน ให้ประสบการณ์ตรง เรียนรู้ เข้าใจ ถึงบรรยากาศและการทำงานในโรงพยาบาลชุมชนก็สนุกดีครับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะมาก และได้ประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ ยังไงผมก็ขอขอบพระคุณบุคลากรทุกท่านตั้งแต่ผอ. จนไปถึงพี่คนขับรถตู้ที่อำนวยความสะดวกให้นะครับ หลังจากกลับจากวังน้อย ชีวิตผมก็เข้าสู่การเรียน ในแผนกจิตเวชครับ ตอนนี้ต้องเรียนรู้ ดูแลผู้ป่วยในแผนกนี้ครับ มีเรื่องสนุกหลาย ๆ อย่างวันหลังว่าง ๆ ผมจะเล่าให้ฟัง
เมื่อเช้านี้ตอนเจ็ดโมงเช้าผมนัดกับเพื่อนที่หอผู้ป่วย เพื่อที่จะไปดูผู้ป่วยใน ความดูแล หลังผ่าตัด หนึ่งรายที่เกิดอาการเห็นภาพหลอน แต่นั่นจะไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้ครับ พอเลยเวลานัด เพื่อนผมยังไม่มา ผมจึงตัดสินใจว่าจะไปพบผู้ป่วยเพียงคนเดียว ระหว่างที่ผมกำลังเดินเข้าห้อง ผมเห็นพี่พยาบาลสถาบันอื่น (โรงพยาบาลผมเป็นสถานที่ฝึกอบรม บุคลากรหลายสถาบันครับ) ซึ่งผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นพี่ที่มาคุมน้อง ๆ ของสถาบันนั้นครับ เห็นพี่เขานั่งดมยาดมอยู่ แต่ผมก็ไม่คิดอะไรมาก ก็เดินเข้าห้องไปพบผู้ป่วย ตอนผมเข้าไปในห้องผมพูดขึ้นว่า สวัสดีครับคุณป้า หมอชื่อ…..เป็นนักเรียนแพทย์ชั้นปีที่ 5 นะครับ แค่จบประโยคนี้แหละครับ น้อง ๆ พยาบาลวิ่งเข้ามาหาผมและส่งเสียงว่า หมอ!! ช่วยด้วยค่ะ หมอ!!
ในวินาทีนั้นผมรีบวางสมุดไว้ที่เตียงผู้ป่วย ตอนที่วิ่งออกจากห้อง ผมก็คิดว่า เกิดอะไรขึ้นและเดาว่าคุณพี่พยาบาลต้องเป็นลมแน่เลย ผมเข้าไปหาพี่ท่านนั้น (ตอนนั้นไม่มีแพทย์เฉพาะทางท่านไหนอยู่เลยครับ) ผมเข้าไปน้องพยาบาลก็ส่งเสียงว่า ไม่รู้เป็นอะไรคะหมอ ผมคิดในใจ เอาแล้วไง เกิดไรขึ้น(วะ) เนี่ย ผมเห็นพี่ท่านนั้นมือจีบแล้วก็ตาเหมือนเหลือกขึ้นครับ ผมเห็นแล้วก็รีบบอกน้องพยาบาลว่าอย่ามุงครับ แล้วสติปัญญาของผมตอนนั้นก็รีบประมวลคำสอนของอาจารย์ทันที ตอนนั้นผมคิดแล้วล่ะครับว่า เป็น Hyperventilation syndrome แน่นอนเพราะดูจากอาการ อายุ แล้วน่าจะคำนึงถึงโรคนี้ที่สุด ใครดูหมอเจ็บอาจจะเห็นแล้วนะครับ ผมเลยรีบทำการปฐมพยาบาลแบบที่เคยร่ำเรียนมาทันที เนื่องจากพี่เขาเป็นพยาบาล และผมเห็นว่าน่าจะคุยได้ผมก็เริ่มบอกให้เขาหายใจแบบถูกวิธีทันที ระหว่างที่กำลังบอกให้หายใจช้า ๆ อย่างถูกวิธี เวลาผ่านไปประมาณครึ่งนาที มีน้องพยาบาลบางคน ผมเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีเลย คงคิดว่าผมทำไมไม่ทำอะไรซักอย่างนะ เอาแต่พูดอยู่นั่นแหละ (นะคุณหมอ) ผมก็เลยต้องบอกว่าใจเย็น ๆ (สารภาพตามตรงว่าผมก็แอบกลัวเล็กน้อยครับ เพราะตอนนั้นไม่มีอาจารย์หรือพี่แพทย์ประจำบ้านท่านไหนอยู่ แต่ จากการประเมินอาการ ผมว่าไม่หนักมากครับ)
ประมาณสองนาทีผ่านไป พี่พยาบาลคนนั้นก็เริ่มคลายมือที่จีบเกร็งครับ ตาก็็กลับเข้าสภาพปรกติ ผมใจชื้นขึ้นมาทันที (น้องพยาบาลด้วย แน่นอน ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ) พอพี่เขาเริ่มรู้สึกตัวผมตรวจตา ให้ทำตามสั่ง ก็ทำได้ ผมเลยมั่นใจว่าเรียบร้อยดีแล้ว ก็เลยให้น้องเอาพี่ท่านนั้นไปนอนพักผ่อน เป็นประสบการณ์ฉุกเฉินในชีวิตนักเรียนแพทย์ก็ว่าได้เลยนะครับ ผมแอบภูมิใจตัวเองเล็ก ๆ (ถึงใครจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยก็เหอะ ผมภูิมิใจของผมนี่นา ^_^)
หลายท่านยังไม่ทราบถึงภาวะนี้ ผมขออนุญาตอ.มาโนช หล่อตระกูล อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รามาธิบดี นำเอาเนื้อหาที่อาจารย์เขียนไว้มาลงณ ที่นี้นะครับ ส่วนweb ที่ผมเอาข้อมูลมาลงก็ที่นี่เลยครับ เอกสารของอาจารย์ และ web ครับ
กลุ่มอาการหายใจมากเกินไป (Hyperventilation syndrome) เกิดจากการหายใจมากเกินไป โดยอาจจะเกิดจากการหายใจตื้นๆถี่ๆ หรือหายใจไม่ถี่มากแต่ลึกหรือทั้งหายใจถี่และลึกก็ได้ จนทำ ให้เกิด hypocapnia(ภาวะคาร์บอนไดออกไซ์ ในเลือดต่ำครับ) และ respiratory alkalosis (ภาวะเลือดเป็นด่างจากการหายใจครับ ) และมีอาการต่างๆ ทางร่างกายติดตามมา
การที่ผู้ป่วยหายใจเร็วทำ ให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลง เกิด respiratory
alkalosis ผลติดตามมาที่สำ คัญคือการเกิดการหดตัวของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่าง
กาย โดยเฉพาะที่สมอง นอกจากนั้นฮีโมโกลบินยังจับตัวแน่นกับออกซิเจน การปลดปล่อย
ออกซิเจนสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่เลือดไหลเวียนผ่านลดลงการมีออกซิเจนตํ่า ทำ ให้เกิดอาการเวียนศีรษะ รู้สึกตื้อทึบ มึนงง สับสน หน้ามืด จะเป็น ลม ตาพร่ามัว หายใจขัด หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น และมือเท้าเย็น เป็นต้น อาการเหล่านี้จะทำ ให้ผู้ป่วยตกใจมากกลัวจะเป็นอะไรไป ยิ่งทำ ให้หายใจหอบมากขึ้น
นอกจากนี้การที่เลือดมีภาวะเป็นด่างทำ ให้แคลเซียมอิออนซึ่งเป็นตัวออกฤทธิ์ในเลือดลด
ลง เกิดอาการเหน็บ ชาบริเวณริมฝีปาก ชาตามมือเท้า กล้ามเนื้อเกร็ง ต่อมานิ้วจะเหยียดเกร็ง
(carpopedal spasm) ถ้ามากจะมีอาการมือจีบ (Accoucheurs hand) นั่นไงครับมาแล้วมือจีบ
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ ต้องถามอาการและตรวจอย่างละเอียด เพื่อแยกภาวะทางกาย ที่อาจมาด้วยอาการเช่นนี้ได้ ได้แก่ hypoglycemia, seizure, asthma, myocardial infarction หรือ Meniere’s disease เป็นต้น อันนี้ผมไม่แปลนะครับเพราะมันเป็นโรคที่สามารถเกิดอาการคล้ายกันได้
ส่วนวิธีรักษาก็ทำอย่างนี้ครับ ผู้ป่วยเองสามารถทำให้อาการเหล่านี้หายเองได้ โดยควบคุม การหายใจให้น้อยลงซึ่งมีหลายวิธีได้แก่
- การใช้ถุง กระดาษ ใบโตๆครอบปากครอบจมูกเวลาหายใจเพื่อให้หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนไป
- การคลุมโปงหายใจในผ้าห่ม ใช้หลักการเดียวกับการครอบถุงกระดาษ
- การฝึกหายใจด้วยท้องโดยมุ่งความสนใจมาที่ท้อง ให้ท้องโป่งออกเวลาหายใจเข้าท้องแฟบลงเวลาหายใจออก
- การกลั้นหายใจ นับ 1-4 ในใจ แล้วจึงหายใจออก ทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ
- การควบคุมลมหายใจด้วยการฝึกสมาธิ
สามวิธีนี้หลังเป็นการควบคุมการหายใจไม่ให้หายใจมากเกินไป วิธีการต่างๆที่กล่าวมาจะทำให้ร่างกาย
ค่อยๆสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นมาทำให้อาการต่างๆค่อยๆหายไป ในบางครั้งถ้าผู้ป่วยไม่สามารถ
ควบคุมตนเองให้หายใจน้อยๆได้แพทย์อาจให้ยาคลายกังวลเพื่อให้จิตใจสงบลงและหายใจช้าลงเองได้
ยาที่ใช้อาจเป็นยากินหรือยาฉีดก็ได้
วิธีฝึกหายใจอีกแบบหนึ่งครับ
1. กลั้นหายใจ นับ 1 ถึง 5 (ไม่ต้องหายใจลึก)
2. เมื่อนับถึง 5 แล้วให้หายใจออก พร้อมกับจินตนาการภาพตัวเองกำ ลังผ่อนคลาย
3. หายใจเข้าและออกช้า ๆ อย่างละประมาณ 3 วินาที ให้สังเกตว่าลมหายใจกระทบขอบในของจมูก
ขณะหายใจ พร้อมกับจินตนาการภาพตัวเองกำ ลังผ่อนคลายทุกครั้งที่หายใจออก (โดยรวมหายใจเข้าออก 10 ครั้ง ต่อนาที)
4. ทุก 1 นาที (หรือเมื่อหายใจครบ 1 ครั้ง) ให้กลั้นหายใจ นับ 1 ถึง 5 (ไม่ต้องหายใจลึก)
5. หลังจากนั้นเริ่มหายใจเข้าและออกช้าๆ อย่างละประมาณ 3 วินาที ดังเดิม
ที่เล่ามาก็เป็นเหตุการณ์ที่ผมเจอไม่คาดฝันครับ แล้วพี่เขาก็อาการดีเรียบร้อย ไม่น่าเป็นห่วงแล้วครับ



อยู่ดีๆ เค้าก็เป็นหรือคับนั่น หรือว่าไปเห็นอะไรมา เลยอึ้งเลยหายใจอย่างงั้นอ้ะคับ
(เอาไว้ต้องสวมวิญญาณนักเม้าท์นะครับ อิอิ)
Hi Neung
Happy New Year. Phuc here. Still remember me?
I cannnot contact you through your email.
Maybe you can write to me through my email at:
billdam@gmail.com
Hope to hear from you soon.
Your friend from VIetnam.
ขอบคุณมากค่ะสำหรับบทความนี้ มีประโยชน์มากมาย
เพราะแฟนเพิ่งจะเกิดอาการนี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
แต่ตอนนั้นยังไม่รู้วิธีแก้ไข ดีที่ไปส่งโรงพยาบาลทันเวลา
ถ้าหากเกิดอาการเช่นนี้อีก จะได้แก้ไขได้ถูกต้องก่อนถึงมือหมอค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
เป็นข้อมูลที่จำเป็นและมีประโยชน์มาก
คิดว่าคงสามารถนำไปช่วยคนอื่นๆได้อีกเยอะเลยค่ะ
เพราะมีเหตุให้ต้องเจอกับคนที่เป็นไฮเปอร์บ่อยมากๆ
ขอบคุณจริงๆค่ะ
ขอบคุณครับ หมอหนึ่ง
เนื้อหา และคำแนะนำเป็นประโยชน์มากเลย
ช่วงนี้เพื่อนของผม ซึ่งเป็นอาจารย์ พบปัญหาเกี่ยวกับนศ.จำนวนหนึ่ง มีอาการนี้อยู่เป็นประจำครับ จึงหาวิธีการช่วยเหลือ และแก้ไขระยะยาว ให้กับนศ.เหล่านั้น
เพราะกลัวระยะยาว จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตครับ
หากมีคำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้นศ. หายขาดจากโรคนี้ ก็ขอความกรุณาด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะสำหรับความรู้ดีๆ
สำหรับตัวหนูเองเป็นพยาบาลเพิ่งจบมาทำงานที่ชุมชนเจอเคสแรกๆก็ตกใจเหมือนกันแต่ตอนนี้มั่นใจพอควรค่ะ
ขอบคุณจริงๆค่ะ
ถ้าเคยเป็นแล้วมีโอกาสเป็นอีกใช่หรือไม่คะ
ถ้าเป็นครั้งนึงแล้วโอกาสเป็นจะบ่อยขึ้นรึป่าวคะ
เช่นเครียดกลัวจะเป็น จากเดิมที่เรื่องเครียดนิดหน่อย
ตอนนี้บวกความกังวลว่าจะเป็นขึ้นมาอีก
ก็เลยเครียดกว่าเดิมเข้าไปอิก
ตอนที่เป็นไปโรงพยาบาล ฉีดยา1เข็ม รู้สึกสบายขึ้นเยอะเลย
แล้วก็มียามาให้ทานด้วย แต่ไม่เคยทานเลย
อยากทราบว่า จำเป็นต้องทานไม๊คะ
ขอบคุณค่ะ
อีกข้อค่ะ
บางทีก็ไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร
แต่มีอาการหายใจไม่เข้า
คือ หายใจได้แต่ไม่รู้สึกว่าได้อากาศเข้าไป
ทำให้ยิ่งพยายามหายใจเข้าไปอิก
พยายามหายใจคล้ายๆตอนเป็นไฮเปอร์ตอนแรกๆที่ยังไม่เกร็งมือ
ก็เลยอยากถามว่า
ถ้าไม่ได้เครียด อาการแบบนี้จะเรียกว่าไฮเปอร์ฯได้รึป่าวคะ
หรือเป็นอาการหอบ หรือหายใจไม่ถูกวิธี รึป่าว
จะไปโรงพยาบาลปรึกษาแพทย์ก็ไม่รู้จะเริ่มเล่าอาการยังไง
เป็นบ่อยค่ะ จนชินเป็น แต่ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไร
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ดิฉันก็เป็นโรคนี้เหมื่อนกันค่ะเมื่อมีอาการทีรัยดิฉันต้องไปหาหมอทุกทีเลยค่ะเพราะ
ม่ายสมารถควบคุบตัวเองได้เลยค่ะ
เป็นบ่อยค่ะ ไปหาหมอ เค้าก็บอกว่าเพราะความเครียด ทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร
ถ้าเป็นคนประเภทคิดเล็กคิดน้อย เงียบๆนี่ จะเกี่ยวมั้ยคะ
เหมือนมันจะเป็นหนักขึ้น เมื่อก่อนยังพอรู้สึกตัว แต่เดี๋ยวนี้พอเป็นก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว
หอบแรงมากๆ เพื่อนเอาถุงครอบปากก็ไม่หาย
เห็นหมอบอกว่าโรคนี้ไม่อันตราย ก็เลยไม่อยากไปโรงพยาบาล
แต่พอเพื่อนเห็นเป็นปุ๊บ ก็อุ้มเข้าโรงบาลทุกที จะบอกว่าไม่ต้องก็พูดไม่ได้
เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเลย
ไม่อยากเป็นอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นและจะเป็นเมื่อไหร่
พยายามทำใจสบายๆ ไม่เครียดแต่มันก็ควบคุมยาก
อีกอย่าง…ทำไมคนอื่นที่เค้าเครียดๆกว่าเราเค้าไม่เห็นเป็นเลยล่ะคะ
เป็นเฉพาะคนรึเปล่า…