ตอนนี้ผมขึ้นปี 5 แล้วครับ รุ่นผมเป็นหลักสูตรใหม่รุ่นแรกของจุฬาฯ หลายคนบอกว่าเป็นรุ่นหนูทดลอง แต่สำหรับผมไม่ว่ามันจะเป็นรุ่นอะไร ผมก็ขอเพียงแต่ได้มีโอกาสมาเรียนก็เพียงพอแล้วครับ โอกาสที่หลายคนแสวงหาแต่บางคนเท่านั้นที่จะได้มันมา(พูดอย่างนี้เพราะมีคนอื่น ๆ รอผลสอบหมอวันที่ 5 เมษายนนี้ครับ) แต่ไม่ว่าคุณจะมีโอกาสน้อยหรือมากทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งนั้นครับ
อ้อ!! ยังเล่าไม่จบ เรื่องหลักสูตรใหม่ ผมชื่นชอบมากครับ เพราะว่าจะจบปี 5 เดือนธันวาคมปีนี้ แล้วจะได้หยุด 2 สัปดาห์ จากนั้นก็จะกลายเป็น Extern (นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายครับ) ได้สวมเสื้อกาวน์สั้น วันที่ 7 มกราคม 2551 นั่นอีกหมายความว่าอีกไม่กี่เดือนผมก็จะขึ้นปี 6 แล้วครับ ซึ่งก็จะพบกับพี่ ๆ ปี 6 ตอนนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีมาก่อนคึรับ มี Extern 1 และ Extern 2 มาชนกัน เนื่องจากหลักสูตรก่อน ๆ เขาจะจบกันเป็นรุ่น ๆ ครับ
พี่ ๆ Extern หลายคนบอกว่ามันไม่น่าอภิรมย์เท่าที่ผมคิดครับ งานหนักแล้วก็เหนื่อย เพราะเป็นเหมือนหมอย่อย ๆ คนนึงเลยทีเดียว แล้วยิ่งจบเร็ว ก็ยิ่งไปเผชิญความชั่วร้ายในสังคมเร็วเท่านั้น…. T_T แต่สำหรับผมไม่ครับ ผมไม่กลัวงานเหนื่อย ถึงเหนื่อยหรือหนัก คนไข้จะเยอะ แต่ผมเลือกเรียนหมอแล้ว ผมต้องอดทนและตั้งใจ หลายครั้งที่ผมตื่นนอนตอนเช้าตั้งแต่ตีห้านิด ๆ แล้วแทบลุกไม่ไหวเพราะเหนื่อย ง่วง เพลีย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมคิดว่าผมได้มีโอกาสมาเรียนหมอแล้ว ในขณะที่หลายคนไม่ได้เรียน(ผมไม่ได้ดูถูกใครนะครับ) {ตอนปีที่ผมสอบเข้าเรียนหมอ มีคนมา Post ในwebboard ว่า เขาสอบเป็นปีสุดท้าย เขาหมดสิทธิ์แล้ว เขาสอบไม่ติด เขาบอกว่าฝากให้ทุกคนที่มีโอกาสทำให้ดี ทำแทนเขาด้วย มีอีกหลายคนที่พลาดโอกาส — ผมยังจำข้อความนั้นได้ครับ ผมPrint มาเก็บไว้ใน Diary} พอคิดได้อย่างนี้ เลยมีแรงบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นตื่นมาแต่เช้าครับ….. ส่วนเรื่องจบเร็วแล้วต้องไปเจอสังคมจริง ผมก็ไม่กลัวครับ ในเมื่อจบช้าหรือเร็วก็ต้องเจอโลกแห่งความเป็นจริงอยู่ดี แล้วอย่างนี้ทำไมต้องช้าอยู่อีกล่ะครับ…ก็อย่างที่ผมเคยบอกหลาย ๆ คน …ผมอยากเป็นหมอครับ
ตอนนี้ผมเรียนอยู่ ward trauma ครับ ซึ่งเป็นคำเรียกรวมๆ เกี่ยวกับพวกอุบัติเหตุ เลือดตกยางออกทั้งหลายแหล่ ก็สนุกไปอีกแบบครับ เย็บแผลกันมันทีเดียว ……..



จบมาแล้ว ก็ขอให้เป็นแพทย์ที่ดี อดทน และเสมอต้นเสมอปลาย นะครับ
ขอให้ถือประโยชน์คนไข้เป้นที่หนึ่ง ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง
ผมเข้าโรงพยาบาลกลางคืนบ่อย (ตนเองไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ แต่คุณพ่อเป็นโรคหัวใจ และความดัน ชอบมีอาการไม่ค่อยดีตอนกลางคืนบ่อย) เวลาไปโรงพยาบาลที่ไร ต้องคอยภาวนาไม่อยากเจอหมอคนนึง จริงๆ เขาก็เป็นรุ่นพี่ผม สมัยเรียนมัธยม พอจบเป็นแพทย์ ได้มาอยู่โรงพยาบาล แล้วทำตัวได้ไม่น่าศรัทธาเลย เวลาพญามาร เอ้ยพญาบาล ER โทรตามหมอทีไร หมอคนนี้ต้องโทรตามถึง 2 ครั้งทุกที
เดินเข้าห้อง ER มาทีก็หน้าตาบูดเบี้ยว ถามคนไข้แบบไม่ค่อยมีสำมาคารวะเลย บอกอาการแล้วก็สั่งๆๆๆ พยาบาลทำ EKG แล้วก็กลับห้องพักแพทย์ (ตรงนี้ยังไม่ได้อ่าน ยังไม่ได้แตะ OPD Card เลย) พอพยาบาลทำ EKG เสร็จ วัด BP อะไรเสร็จโทรบอกหมอ ถึงจะออกมา ขีดๆ เขียนๆ ใน OPD Card แล้วก็สั่งๆๆๆ พยาบาล แล้วก็กลับห้องพักแพทย์
มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณพ่อผมความดันขึ้นสูง 200/110 หมอเข้ามาก็สั่ง EKG, Adalat 1 เม็ด สังเกตอาการ ครึ่งชั่วโมง แล้วก็กลับห้องพักแพทย์ พอครึ่งชั่วโมง พยาบาลโทรบอกหมอว่าความดันลด หมอเข้ามาดู ถามอาการ คนไข้บอกยังแน่นหน้าอกซ้ายอยู่เลย หมอก็สั่งตรวจเลือด CPK/CK-MB แล้วก็สั่งบอกว่าถ้าผลเลือดออกมา negative ก็ไม่ต้องโทรตามนะ เป็นอันรู้กัน เขียนใบสั่งยาแล้วก็กลับห้องพักแพทย์
หมอคนนี้ผมไม่เคยยกมือไหว้เลย แม้คุณพ่อผมจะยกมือไหว้ก็ตาม เห็นพฤติกรรมแล้วไม่ศรัทธาเลย หมอคนอื่นๆ ก็คุยกับคนไข้ดี คุยกับญาติคนไข้ดี บอกว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ผลตรวจออกมาอย่างนั้น อย่างนี้ ความรู้สึกที่คนไข้มีต่อหมอมันก็ต่างกันครับ
หมอบางคนถามอาการ ไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำออกใบสั่งยาให้ไปรับยาได้แล้ว ถึงแม้ว่าอาการที่คนไข้เป็น มันจะวินิจฉัยง่าย แต่การที่จะพูดคุยกันคนไข้สักนิดว่า คุณเป็นอะไร หมอมีแผนการรักษาอย่างไร ตรงนี้แหละ คนไข้ก็อยากทราบ และอยากให้หมอพูด อยากให้หมอบอกบ้าง ไม่ใช่บอกเมื่อคนไข้ถาม เมื่อไม่ถามก็ไม่ต้องบอก
อีกกรณีที่เคยเจอนะครับ คนไข้เด็ก ญาติพามาโรงพยาบาลตอนกลางคืนด้วยอาการหอบ หายใจติดขั้น (มีประวัติเป็นโรคหอบหืด) ขอให้หมอพ่นยาให้ หมอตรวจอาการแล้วก็ไม่พ่นยาให้ สั่งยา แล้วอยู่สังเกตอาการ ญาติก็ถามหมอทำไมไม่พ่นยาให้ หมอบอกยังไม่ต้องพ่น แค่นั้น ถามว่าความรู้สึกของญาติ จะเป็นอย่างไร มาโรงพยาบาล อยากให้หมอพ่นยา แต่หมอขัดใจ
ตรงนี้หมอขัดใจไม่เป็นอะไรหรอกครับ ญาติคนไข้ไม่ซีเรียสอะไรมากหรอก แต่การสือสารให้ญาติเข้าใจว่า “เพราะเหตุใดถึงไม่ต้องพ่นยา” ตรงนี่แหละครับสำคัญ
หมอบอกแค่ว่าไม่ต้องพ่น ก็เป็นการปฎิเสธลอยๆ โดยไม่มีเหตุแห่งการนั้น
ถ้าบอกกับญาติคนไข้อีกนิดว่าที่หมอไม่พ่นยานั้นเพราะคนไข้นั้นหัวใจเต้นแรงมาก
ถ้าหมอพ่นยาไป จะเกิดอันตรายกับตัวคนไข้ได้ แค่นี้ความรู้สึกของคนไข้กับญาติที่มีต่อหมอมันต่างกันมากเลย
จะเข้าเป็นหมอนั้นไม่ยากครับ แต่จบออกมาแล้วจะเป็นหมอที่ดีได้นั้น ยากกว่าครับ
ก็ขอให้คุณหมอหนึ่งนั้น จบออกมาแล้วเป็นหมอที่ดีนะครับ
เคยไปรักษาโรคเท้าแบน เราก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงแบน และทำไมถึงเพิ่งจะมาเจ็บตอนนี้ พอถามหมอ เค้าก็บอกว่ามันรักษาไม่ได้ มันเป็นมาแต่กำเนิด “แล้วทำไมถึงเพิ่งมาเจ็บตอนนี้ล่ะคะ?” หมอก็วาดรูปกระดูกที่ฝ่าเท้าให้ดู (ไม่ตอบคำถามแฮะ) แล้วก็บอกว่าเพราะกระดูกมันเป็นแบบนี้ ถ้าไม่เชื่อก็ไปเอ็กซ์เรย์ดู แล้วก็ก้มลงไปกดที่เท้าแถว ๆ ตาตุ่ม (เออ..ไม่ได้เจ็บตรงตาตุ่มค่ะหมอ) ว่าแล้วก็ส่งเราไปเอ็กซ์เรย์ เสียตังค์ไปอีกเป็นพัน ….ให้ยากินกับยาทามา รวม ๆ แล้วประมาณ 2400 บาท ถ้วน….2 สัปดาห์ ผ่านไป ก็ไม่หาย…ไม่ดีขึ้น…จ๋อยไปเลย สุดท้ายเจ็บจนเดินไม่ได้แล้ว พี่ ๆ ก็เลยพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นนายแพทย์ที่ยังดูหนุ่มมาก ๆ เป็นกันเองกับคนไข้มาก พอบอกว่าเจ็บเท้าเวลาเดิน ตรงฝ่าเท้า เหมือนมีตาตุ่มลูกที่สองปูดขึ้นมา เค้าก็ ก้มลงไปใช้มือค่อย ๆ จับที่เท้าแล้วก็กดลงไปตรงใต้ตาตุ่มลูกที่สองนั้น แล้วก็ถามว่า”ขอโทษครับ เจ็บตรงนี้ใช่มั้ยครับ” เราก็ถึงกับ โอ๊ย! เลยทีเดียว ตรงเป้ามากค่ะหมอ เราก็งงไปเลยว่าทำไมหมอรู้ว่าไม่ได้เจ็บไอ้ตรงที่มันปูดออกมาแต่เจ็บตรงที่เรียบ ๆ ข้างใต้ที่มันปูดต่างหาก ซึ่งคนทั่วไปจะคิดว่าเจ็บตรงที่ปูดออกมา แถมหมอคนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ็บตรงไหน…แล้วหมอก็อธิบายให้เข้าใจง่ายดี เพราะว่ากระดูกเท้าที่มันแบน มันลงมารั้งเส้นเอ็นที่ใต้ฝ่าเท้า ถ้าเดินมาก ๆ ยืนนาน ๆ ก็จะทำให้อักเสบได้ อ้อออออ I C ทันทีเลยค่ะ ไม่ต้องเอ็กซ์เรย์ แล้วก็ได้ยากิน ยาทา และคำแนะนำที่ให้ซื้อรองเท้าสำหรับคนเท้าแบนมาใส่ อืมมมไม่แพงค่ายาแต่แพงค่ารองเท้าที่หน้าตาเหมือนรองเท้าผ้าใบนี่แหละ…
ที่ประทับใจอีกอย่าง คือ พอหมอเค้ารู้ว่าเราเบิกไม่ได้ เค้าก็เลยไม่คิดค่าแพทย์ ด้วย แล้วก็รับประกันว่าจะหายดีใน 2 สัปดาห์ (นัดมาตรวจอีกรอบด้วย ก่อนวันนัดก็โทรมาตามเองด้วย) โอ้…ประทับใจมาก ตอนนี้ก็หายดีแล้ว ถึงบางทีจะเจ็บบ้าง แต่ก็จำคำแนะนำของหมอได้ดีค่ะ ว่า “ห้ามเดินด้วยเท้าเปล่า อาจจะเจ็บขึ้นมาอีกถ้าเดินเยอะ หรือยืนนาน ก็ให้ไปซื้อยาจากร้านขายยามากินจะถูกกว่า ถ้ากินยาแล้วไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ให้มาหาได้ทุกเมื่อนะครับ อย่าลืมใส่รองเท้า(ปรับพื้น)คู่นี้ประจำนะครับ” เป็นหมอที่เป็นห่วงเป็นใยคนไข้มาก ๆ เลยค่ะ บุคคลิกดูดี คุยเล่นด้วย ไม่ซีเรียส ไม่กดดันคนไข้ ถามอะไรก็ตอบให้เข้าใจง่าย ๆ ยิ้มแย้ม ก็เป็นหมอคนแรกที่เราชื่นชมมาจนทุกวันนี้เลยล่ะ อยากให้หมอหนึ่งเป็นแบบนี้จังค่ะ
ดีใจด้วยค่า ใกล้เป็น extern แล้ว
ขอบคุณมากครับ เป็น comment ที่ให้บทเรียนกับผมมาก เดี๋ยวนี้มีคนเข้าใจหมอกันน้อยลง แต่ผมก็ยังเต็มใจที่จทำ และเป็นหมออยู่ครับ
เย็บแผลกันสนุกแบบ the saw เลยล่ะซี้….(แซวเล่นนะ)
ผมว่าเสื้อกาวน์ยาวๆ เท่ห์กว่าแบบสั้นๆนะ
หลักสูตรเร่งรัดดีแฮะ? แต่มันไม่ค่อยจะมีวันหยุดอ้ะดิ
ถ้าพี่เจ้าของไดนี้ ยังคงอัพเดรตข้อมูล
อบากถามว่า นักเรียนแพทย์ใช้เวลาในการทำกิจกรรมไหนนาน ที่สุด
ถ้าตอบคำถามได้ช่วยส่งมาทางเมลล์ก็ได้ จะขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ
ขอเรียนถามว่า
1. รองเท้าสำหรับคนเท้าแบนหาซื้อได้ที่ไหนค่ะ รวมถึงเรื่องขนาดด้วยค่ะ
และ 2. เคยพบแผ่นรองเท้ายี่ห้อหนึ่งราคาถึง 5500 บาท ที่มีส่วนช่วยเรื่องเท้าแบน ช่วยได้จริงมั้ยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ชาติหน้ามี จริงต้องเรียนหมอให้ได้
จะได้ช่วยคน
เหมือนที่คนเคยช่วยเรา
บังเอิญได้เข้ามาอ่านกระทู้ คุณหมอหนึ่ง รู้สึกชื่นชมในความคิด ดีใจที่ยังมีคุณหมอดีๆที่คิดแบบนี้อยู่ พอดีก็ทำงานอยู่วงการเดียวกันคะ อยากรู้จัก mail มาคุยกันบ้างนะคะ
จากที่ได้อ่านความคิดของ หมอหนึ่งแล้วในฐานะที่เป้นหมอด้วยกันผมคิดว่าความคิดนี้เป้นความคิดที่ดีเยียมเลยทีเดียว ปัจจุบันวงการแพทย์ยังขาดบุคคลากรด้านนี้อีกจำนวนมากแต่จะมีหมออีกสักกี่คนที่คิดได้แบบนี้ และนำความคิดนี้ไปประยุกตืใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนไข้ให้ได้มากที่สุด ….. ขอเป๊นกำลังใจให้กับคุณหมอทุกท่านต่อไป…..
นพ. กัญติกร ชูก้าน
นิติเวชศาตร์ มหาลัยมหิดล