นิสิตแพทย์กับแฟน
หลายคนให้นิยามว่า “แฟน” คือคนที่คบกัน คนที่คอยดูแลเอาใจใส่ ห่วงใยซึ่งกันและกัน หลายคนพูดว่า “หมอ” เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ยุ่งจนไม่มีชีวิตส่วนตัว วันนี้ผมเลยอยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ สักเรื่องหนึ่งให้ฟัง ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง มาจากชึวิตจริงของเพื่อนผม ซึ่งเจ้าตัวอนุญาตให้เปิดเผยได้ ลองมาดูเรื่องของนิสิตแพทย์กะแฟน ดูนะครับ
เพื่อนผมคนนี้ เป็นผู้หญิงซึ่งก็น่าจะสวยพอตัวอยู่เพราะเวลาเดินไปไหนมาไหนมีคนชอบมองเธออยู่เหมือนกัน(แต่ผมว่าแล้วแต่ spec นะ – -”) วันนึงช่วงที่กำลังสอบผมเห็นเธอซึม ๆไป ผมเลยนึกว่าเป็นเพราะโรค “ข้อสอบเป็นพิษ” แต่ถามไปถามมาสุดท้ายก็ได้ความว่า เลิกกะแฟน
เพื่อนคนนี้เธอเรียนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์มาครับ (นักเรียนแพทย์โครงการที่ผมเรียนอยู่รับคนที่จบปริญญาตรี มาเรียนครับ) เท่านั้นยังไม่พอเธอกลัวคนว่าสวยแต่โง่ เธอเลยเรียนจนจบปริญญาโท แล้วจึงมาต่อหมอ!!! เธอคบกับแฟนคนนี้มาได้ 7 ปีครึ่ง ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโท เธอเล่าว่าชีวิตเธอมีความสุขมาก แฟนเธอเอาอกเอาใจมาก ไม่ว่าอยากได้อะไร อยากทานอะไร หามาให้ทุกอย่าง เสมอต้น เสมอปลาย เท่าที่ผมฟังพฤติกรรม แฟนคนนี้ผมว่าก็เป็นคนที่รักเพื่อนผมนะ เพราะบางอย่างวถ้าให้ผมทำผมคงทำไม่ได้เช่น ต้องตืน ตีห้ากว่า ๆ มารับเพื่อนผมที่บ้านเพื่อมาส่งที่โรงพยาบาล(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวันหยุดของแฟน ตอนเย็นบางวันก็ต้องมารับกลับบ้าน) อีกอย่างที่จะนินทาคือเพื่อนผมเป็นพวก เสีย เอ้ย…สวยเลือกได้ พฤติกรรมจะแมนมากโดยเฉพาะ คำพูดคำจา ไม่พอใจ อะไรพูดเดี๋ยวนั้นไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น บางครั้งยังเกือบทะเลาะกะผมเลย แต่คบกันกับแฟนมานานมากถึง 7 ปี
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเลิกกัน คำตอบคือ ผู้ชายเจอคนใหม่ครับ ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่าคนใหม่ สวยกว่า ดีกว่า หรือ เก่งกว่า เพราะผมไม่รู้จัก แต่ช่วงใกล้เลิกเป็นช่วงที่เพื่อนผมยุ่งมากประมาณว่า 3-4 สัปดาห์จึงได้เจอกันสักที ผมคงไม่เหมาว่าเป็นเพราะไม่มีเวลา แต่ผมคิดว่าเวลาเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นปัจจัยหนึ่งของตวามรัก เท่านั้นเอง
“รู้ตัวช้า” หลายคนคงเคยได้ยินเพลงนี้ มันดันดังตอนที่เพื่อนผมเสียใจซะด้วย เธอดู MV เพลงนี้แล้วร้องไห้ ความจริงผมก็เสียใจกะเธอนะ เพราะถือว่าผมก็สนิทกะเธอ แต่ด้วยความนิสัยของผม เลยไม่ค่อยปลอบเธอเท่าไหร่ ยิ่งรู้ข่าวว่าภายในสัปดาห์เดียวน้ำหนักลด 6-7 กิโล แต่ผมอยากบอกว่า เป็นห่วงนะ และเชื่อเหลือเกินว่าเวลามันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
ที่ผมเขียนไม่ต้องการซ้ำเติมใคร ไม่ต้องการว่าใคร ทุกคนเลือกทางเดินของตนเอง แท่สำคัญทั้งเพื่อนและผมไม่มีใครคิดว่าเพราะเรียนหมอถึงเป็นสาเหตุให้แฟนเลิกคบ ทุกคนต่างมีมุม และเหตุผลส่วนตัว มันอยู่ที่ว่าเหตุผลของคุณจะทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นหรือเปล่า เท่านั้น
อีกอย่างที่ผมได้เรียนรูในชีวิตเพิ่มเติมคือ เวลาคนเรามีไม่มากนัก บางครั้งเราก็จากกันเร็วเกินกว่าเราจะได้พูดความรู้สึกดี ๆ ให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ผมเคยเสียใจมากในชีวิตเพราะผมไม่เคยได้บอกรักคนที่มีพระคุณกับผมสูงสุดในชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง ใครก็ตามที่ได้อ่านblog ของผม เชื่อผมเถอะครับ เวลามันสั้นแล้วก็น้อยเกินกว่าที่เราจะรอให้อีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกได้ ถ้าคุณคิดแล้วทำได้ คุณจะรู้สึกว่าคุณตื่นเช้ามาพร้อมกับวันดี ๆ ของชีวิตและคนที่คุณรักครับ…เชื่อผมเต๊อะ!!!



ขอตื่นสายมาพร้อมกันวันดีๆของชีวิตแทนได้มั๊ยครับ
วันนี้มาทำงานเช้า (9 โมงครึ่ง เหอๆ) รู้สึกว่าเหนือยง่ายกว่าเดิมเยอะเลย เพราะรู้สึก(ไปเอง)ว่า เวลาแดดออกมันมากกว่าปกติ หัวค่ำก็ง่วงแล้วฮะเนี่ย
แต่พอถึงบ้าน มันก็ตาใสอีกซะงั้น
การเลิกคบกันของคนที่เคยได้ชื่อว่ารักกัน ไม่ใช่เป็นเพราะคนใดเพียงคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะทั้งสองคนนั่นแหละ คนหนึ่งไม่ค่อยมีเวลาให้ อีกคนไม่ได้รักจริง ไม่มีความหนักแน่นพอ
เอาคำของดีเจกรีนเวฟให้ละกัน “วันเวลา จะช่วยคัดคนโลเลออกจากชีวิตเรา”
ความรัก ก็ เหมือนต้นไม้ ต้องการความดูแลเอาใจใส่ แต่ ต้องเข้าใจว่าเป็นต้นไม้ชนิดไหน ต้องดูแลแบบไหน บางชนิดต้องอยู่ในที่ลมโกรก แดดจัด บางชนิดต้องการที่ชื้น แสงน้อยๆ บางชนิดต้องดูแลอย่างใกล้ชิดต้องคอยไล่แมลงบ่อย ๆ บางชนิดไม่ต้องรดน้ำไปเลยซัก 3วัน ก็มี…..ถ้าดูแลแบบที่เป็นตัวเค้าเอง ต้นไม้ก็จะเจริญเติบโตได้อย่างงดงาม …..ถ้าเราเข้าใจว่าภาระของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีความจำเป็นที่จะต้องห่างไกลกัน แต่เราเชื่อใจในความมั่นคงของความรัก “ความห่างไกลจะทำให้เราคิดถึงกันมากขึ้นกว่าที่เคยอยู่ใกล้กัน” ต้องยอมรับว่าถ้ารัก “เค้าคนนี้” ที่ไม่มีเวลาให้อย่างเพียงพอ จะต้องทำใจได้ว่าจะห่างไกลกัน ไม่มีการเอาอกเอาใจกัน ได้แต่”รอ” วันที่เราจะได้เจอกัน และทำเวลานั้นให้มีค่ามากที่สุด….มันก็มีบ้างที่จะน้อยใจที่คนรักหายเงียบไป..แต่ที่มากกว่าความน้อยใจคือความห่วงใยและกังวลใจ “ป่านนี้กินข้าวหรือยัง?” “เกิดอะไรขึ้นกับเค้ารึเปล่า?” “ไม่สบายจะมีใครดูแลมั้ย?” อะไรทำนองนี้..ซึ่งจะไม่ค่อยเกิดความรู้สึกแบบนี้ถ้าเห็นกันทุกวัน เชื่อมั้ย?ว่าพอได้เจอหน้าเค้าที่หายไปนาน ๆ ความรู้สึกรักและคิดถึง จะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ครั้ง อยากทำนั่นทำนี่ให้เยอะแยะไปหมด เค้าจะดีใจหรือไม่ ก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ ก็แค่อยากทำให้ “คนที่รัก” ก็เท่านั้นเอง เราก็มีความสุขแล้ว สำหรับ Jeng แล้ว การให้อิสระกับความรักเป็นเรื่องจำเป็นมากนะ ไม่ต้องคอยตามทุกฝีก้าว เข้าใจว่าตอนนี้ตัวเค้ามีภาระหน้าที่อะไร แล้วก็หาอะไรทำคอยเค้ากลับมา ช่วยให้เค้าหายเหนื่อยกาย เหนื่อยใจดีกว่าค่ะ พอเค้ามีความสุขเราก็จะมีความสุขไปด้วยแหละเนอะ อย่างน้อยทำทุกอย่างให้เค้าอย่างดีที่สุด ถ้าเกิดต้องเลิกกันไปก็จะไม่เสียใจว่ายังไม่ได้ทำอะไรให้เค้าเลย….(มันก็ขึ้นอยู่กับนิยามความรักของแต่ละคนด้วยอ่ะนะ)
อ่านแล้วก็ค่อยๆ นึกภาพตามไป ผมจินตนาการตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าคบกับใครถึง 7 ปี
ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามนะครับ ถ้าเราให้ถุกคน ถูกที่ ถูกเวลา ร่วมกันถนุถนอมเอาไว้
ถ้าคนที่เกี่ยวข้องกับบล้อกนี้อ่านอยู่ ฝากบอกเขานะครับว่า
“ช่วงเวลาที่มิดมิดที่สุด ก็คือ ช่วงเวลาที่ใกล้สว่างมากที่สุดเหมือนกัน”
อาจไม่เกี่ยวกับบล็อกนี้เท่าไร แต่ก็………….เราก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเหมือนกัน รู้สึกเหมือนกันว่าทุกเวลาช่างแสนมีค่า แต่ก็ใช้จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอ้นได้ตลอดเวลา ก็มีบางครั้งที่อยากปล่อยใจให้ว่างๆ ดูทีวี ฟังเพลงไปเรื่อยๆ ด้วยความที่เวลาว่างอันแสนน้อยนิดอยู่แล้วเราก็ยังพยายามที่จะเจอกันกับเพื่อน แม้บางครั้งเราจะเหนื่อยที่ต้องเดินทาง เหนื่อยแสนเหนื่อยที่เมื่อออกไปเที่ยวแล้วจะต้องกลับมาชดใช้กรรมเก่าที่ค้างไว้ กองพะเนิน งานที่ทำเมื่อไรก็ไม่เสร็จ แต่ก็คิดว่าการที่เราเจอกันจะได้คุยกันเป็นสิ่งที่ดี การที่คุยกันสำคัญมากนะ ในความรู้สึกเรา หลายๆคนมักต้องให้แฟนเรา รู้ใจเราว่าต้องการอย่างนั้นอย่างนี้แล้วคอยให้เค้าต้องทำให้ แต่สำหรับเราคิดอย่างไรขอให้บอกกัน ทำได้หรือไม่อีกเรื่อง ที่สำคัญคือการเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเค้ารับนิสัยเราได้ ถึงเรียกว่าเข้ากันได้ …………..ก็แล้วแต่คนเนอะ
***************สำหรับเรื่องของผู้หญิงคนนี้เราคิดว่า ถ้าเราเจอแบบนี้บ้าง เราจะเป็นแบบนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ จะร้องไห้เสียใจมากมายขนาดนี้หรือเปล่า แต่ตอนนี้คิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราก็จะอยู่กับเพื่อน กับพ่อแม่ ให้คิดว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว ที่สำคัญรักตัวเองก่อนจริงไหม ส่วนเรื่องความเหงามันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ในเมื่อม้นไม่มีคนที่จะคุยด้วยทุกวัน คิดถึงก็โทรหาได้ ดีใจ เสียใจ ไม่มีคนทีจะคอยฟังเราอีกก็ไม่เป็นไร ต้องเข็มแข็งนะ ให้กำลังใจจ้ะ
คนเราเวลารักใครมักไม่ค่อยมีเหตุผล
แต่เวลาเลิกกันมักมีเหตุผลเสมอ
เรียนหมอแล้วจามีแฟนดีก่ะเค้าไม่ได้เลยรึไงกัน
เมื่อนวานนี้เราเพิ่งเลิกก่ะแฟนมาเอง
เขาบอกว่าเราดีเกินไป ~~”…เราเรียนหมอไม่เหมาะก่ะเดกวิดวะเน่าๆหรอก
ยังต้องไปเจออะไรอีกตั้งหลายอย่าง…
มันก็จิงว่าต้องไปเจออะไรอีกตั้งหลายอย่าง แต่มันไม่จำเปนที่จะต้องมาเลิกกันเลยนิ
ตอนนี้เราก็ยังพอมีเวลาบ้าง ได้ทำอะไรร่วมกันอยู่บ่อย ๆ
แต่แล้วก็บอกว่าเราดีเกินไปงั้นหรอ…ดูแหม่ง ๆ เนาะ
…ทำประโยชน์ให้กับสังคมแล้วงัยต้องมาเจ็บช้ำๆเรื่องความรัก…ZeD ZeD
หรือว่ามันจะจิงอย่างที่เคยได้ยินมา…” หมอก็ต้องคู่ก่ะหมอด้วยกัน ”
เพราะเข้าใจกันง่าย การดำเนินชีวิต การจัดสรรเวลา ก็ไม่ต่างกันมาก
ก็เลยเข้าใจกัน…
เปงกำลังใจให้กับพลังรักของหมอ(ผู้ร่วมวิชาชีพ)ทุกคน
เดกน้อย ที่ไม่รุเรื่อง
เดกน้อยที่เดกเกินไป
เดกน้อย ที่งี่เง่า
เดกน้อยที่พูดมาก
เดกน้อยที่ไม่รุจักความรัก
เดกน้อย ที่ บ้า
เดกน้อยที่น่ารำคาน
เดกน้อยที่ไม่รุ เรยด้วยซ่ำ ว่าเค้าคือคราย
เดกน้อยที่หลงรักเค้าเข้าเตมๆ
ทุก อย่างมีทางแก้ ทำใจซะ!!!~~ (บอกตัวเอง จร้า เศร้าๆๆ)
น่าเห็นใจคนเป็นหมอนะ
แค่เวลาสนุกส่วนตัวยังไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว
โดนเลยคะ เวลาที่อยู่ด้วยกันก็สำคัญมาก
เราก็เคยเสียไปเพราะมีอยู่ช่วยนึงเราก็เป็นคนที่ยังเห่อกับสิ่งใหม่ๆในชีวิต
ช่วงนั้นเราก็เลยไม่ค่อยได้โทรคุยกับแฟนเรา ซึ่งช่วงที่เราเข้ามหาลัยใหม่ๆมีรับน้องแล้วเราก็เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมด้วย ด้วยความห่างไกลก็ด้วยเพราะแฟนเก่าเราไปเรียนเมืองนอกในตอนนั้นเลยทำให้จากยิ่งห่างก็ห่างเข้าไปอีก
เราพึ่งมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อเราเริ่มว่างมากขึ้น เราก็มาสังเกตุว่าเค้าห่างเหิน ไม่เคยคิดจะโทรมาหาเหมือนเดิม แล้วเราก็เริ่มสืบ
มารู้หลังจากนั้นอีกไม่นานเลยว่า เค้านี่ช่างไม่มีความมั่นคงเลยจริงๆ เค้าแอบคบกับคนนั้นตอนที่เรามัวแต่ยุ่งกิจกรรมอยู่ เราไปถามคนที่เป็นเพื่อนเค้าที่ไปเรียนกับเค้าอะ