พึ่งกลับมาถึงโรงพยาบาลเมื่อตะกี้นี้เอง เกลียดความรู้สึกของตัวเองอีกแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า Monday mornig sick syndrome หน่ะ คือถ้าเปรียบเทียบกับคนทำงานมันก็คือเบื่อวันจันทร์ไม่อยากทำงาน แต่ของเรานี่ พอเท้าเหยียบประตูโรง’บาล ก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ ไปตะลอน ๆ ไปทำงานมาไม่รู้กี่ชั่วโมง คือตอนนั้นมันก็เหนื่อยนะ แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าตอนกลับมาถึงโรง’บาล มันบอกไม่ถูก โหวง ๆ คิดถึงบ้าน เหนื่อย เครียด สงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทำไมต้องทำ ทำไมต้องเรียนหมอทั้ง ๆ ที่งานเดิมก็ดีอยู่แล้ว สิ่งแวดล้อมการทำงานก็ดี(หมายถึง AFRIMS นะ)
อยากตะโกนดัง ๆ ว่า “กูเหนื่อย” ขนาดหูเสียบเพลงฟังอยู่ ก็ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น น้ำตางี้เอ่อขึ้นมาทีเดียวมันเหมือนอดทนอะไรมาก ๆ โดยแทบไม่ได้ระบายออก ยิ่งพอคิดว่าตอนพ่ออยู่ พ่อต้องทำงานเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะหาเงินมาให้ที่บ้านได้ ก็ยิ่งอยากร้องไห้ ฟังดูเหมือนเหลือเชื่อแต่รู้สึกแบบนี้แทบทุกครั้งที่กลับมาถึงโรงพยาบาลในเย็นวันอาทิตย์
ก็คงได้แต่ระบายให้ฟัง อย่างน้อย ๆ ก็ขอระบายหน่อย ไม่ใช่ว่าไม่อยากเป็นหมอนะ เพราะคนที่รู้จักก็รู้ดีว่าอยากเป็นแค่ไหน แต่ความรู้สึกขณะนี้ที่นั้งพิมพ์อยู่มันก็แค่เหนื่อยแค่นั้น นอนหลับเดี๋ยวก็หาย ปลอบตัวเองอยู่เสมอ ว่าถึงจะเจอเรื่องร้าย ๆ แค่ไหน ถึงจะเจอเรื่องแย่ ๆ หนัก ๆ เหนื่อย ๆ แค่ไหน ถ้าถามตัวเองว่าก่อนสอบหมอถ้ารู้ว่าจะต้องเจอเรื่องพวกนี้แล้วยังจะสอบเข้าเรียนหมอมั้ย คำตอบมันยังไม่เคยเปลี่ยน “สอบครับ”
ทุกวันนี้ไอ้ที่เรียนหนัก เรียนเหนื่อย ทำงานหมอ ทำงานPart time เหนื่อย ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วเหนื่อยอยากนอนต่อ ได้แต่คิดว่าไม่ใช่ทุกคนที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วจะได้เป็นนักเรียนแพทย์ มันถึงมีแรงตื่นขึ้นมาแต่เช้า ทุกๆวัน
บอกกะตัวเองตั้งแต่สอบหมอติดว่า ตอนนี้ชีวิตเหลือแค่แม่ น้อง เพื่อนที่เราและเขาจริงใจและรักเราจริง ๆ และสุดท้ายคือ “คนไข้”
สัญญากะตัวเองตั้งแต่อ่านหนังสือสอบหมอว่า “จะทำให้เต็มที่และจะทำให้ดีที่สุด”



ดูหนังหมอเจ็บ จบพอดีแฮะ แต่ plot หนังดูเป็น”หนัง” เหลือเกิน
แต่มันก็หนังเนอะ ไม่ใช่ สารคดี
คนไข้ได้ยินงี้ ก็ปลื้ม แล้วครับ ผมว่านะ
รู้ว่าไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากนั่งให้กำลังใจอยู่อย่างนี้ อาชีพหมอเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ เสียสละมากมายในชีวิตเพื่อคนอื่นเสมอ น้อยคนนักที่จะเลือกทางเดินที่จะทำเพื่อคนอื่น…พี่ก็ยังเลือกเป็นคนส่วนน้อยนั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องมาก ๆ ค่ะ มันช่วยให้หนูขยันทำงานมากขึ้น ขยันเก็บเงิน ขยันช่วยงานบ้าน และอีกมากมายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการใช้ชีวิตของพี่หมอหนึ่ง ถ้าเป็นหนูคงทนไม่ได้แบบพี่แน่ ๆ ….น่าเหนื่อยแทนนะคะ อย่างน้อย คุณแม่ น้อง เพื่อนที่พี่และเขาจริงใจและรักพี่จริง ๆ และคนไข้ ก็เข้าใจ เห็นว่าพี่เหนื่อยแค่ไหนเพื่อพวกเขาเหล่านั้น ทุกคนก็ได้แต่ขอบคุณพี่หมอ เบาๆ ในใจ นั่นแหละค่ะ
ก็อย่าเพิ่งท้อถอยนะคะ ยังมีคนที่ยินดีรับฟังทุกเรื่องราวของพี่อยู่ตรงนี้นะคะ
หนึ่งจ้ะ
เราเข้าใจความรู้สึกหนึ่งนะ ที่เราเรียนอยู่มันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่คงไม่เท่าหนึ่งหรอกเหนื่อยกายพักเด๋วก็หาย อย่าเหนื่อยใจแล้วกันนะจ้ะ
เราว่าการเรียนหมอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนึ่งแล้วหล่ะจ้ะ
หนึ่งมีโอกาสที่อีกหลายร้อยคนอยากมี แต่ไม่มีนะ การเป็นนักเรียนแพทย์น่ะ
มันต้องเหนื่อยอย่างนี้หล่ะจ้ะ ไม่งั้นเค้าก็เรียนกันได้ทุกคนแล้วสิ เนอะ
อีกสองปีเอง พอถึงวันนั้นหนึ่งก็จะภูมิใจเองแหล่ะจ้ะ
เอาใจช่วยนะ สู้ๆๆๆ
ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละ ต้องสู้ๆๆๆไว้ อนาคตที่สดใสยังรอแกอยู่ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจถ้าใจแกรักที่จะเป็นหมอแกก็จะผ่านมันไปได้ ชั้นรู้ว่าแกเหนื่อยใจกับเรื่องรอบๆๆตัวแก แต่แกไม่ได้เหนื่อยใจกับเรื่องเรียนหรอก ฉะนั้นแกก็ตั้งใจเรียนไปอย่างให้อุปสรรคเท่านี้มากวนใจแก เข้าใจมั้ย ปกรณ์มันเคยบอกกับชั้นประโยคนึงว่า ความสุขที่ยาวนานจะรอนราญความเป็นคน
สวัสดีค่ะพี่หนึ่ง บังเอิญอ้อมหลงทางเข้ามา (จะไล่กลับไปทางเดิมก็ไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าเข้ามายังไง -^-) แต่ดีใจมากกมายที่ได้อ่านบล็อกของพี่ และก็ขออนุญาติแวะมาบ่อย ๆ นะค๊าบบ ขอบคุณครับ ประเด็นก็คืออยากเป็นหมอเหมือนกัน พีเรียน NT ที่จุฬาหรอคะ แล้วทำไมถึงไปอยู่ รพ. ภูมิพล ?? คะ
ถ้ากรุณารับข้าพเจ้าเป็นน้องอีกคนเน้อออ ขอบคุณอีกรอบค่ะ
แล้วจามาเยี่ยมไหม่ สู้ ๆ ๆนะ พี่หมอ คนไข้ตาดำ ๆ เค้ารออยู่